Posts By Maxine Hayes

9 ความเชื่อหลอน ๆ ที่อยู่คู่คนญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีต

ความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่มนุษย์มานานแสนนาน แต่ละแห่งก็มีความเชื่อทั้งดีและร้ายในรูปแบบต่าง ๆ กันไป อย่างของไทยเราเชื่อว่าตอนเด็ก ๆ หลายคนคงถูกสอน (หรือขู่?) ตามความเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้ใส่ชุดดำเยี่ยมคนป่วย ตอนกลางคืนถ้าได้ยินเสียงร้องห้ามขานรับ ห้ามตัดผมวันพุธ และอื่น ๆ ที่ชวนให้เราหวาดหวั่นไม่น้อย

คราวนี้ ANNGLE เลยจะมาเล่าความเชื่อหลอน ๆ ของคนญี่ปุ่นให้ฟังกันบ้าง ก่อนเริ่มขอเตือนไว้ก่อนว่า ใครขี้กลัวอย่านั่งอ่านคนเดียวตอนกลางคืนนะ เพราะความเชื่อของเค้าก็หลอนไม่ใช่เล่นเหมือนกัน…

1. อย่าตัดเล็บตอนกลางคืน

ในอดีตสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้า คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าวิญญาณชั่วร้าย หรือ อะคุเรียว (悪霊/あくりょう) จะออกมาเพ่นพ่านในเวลากลางคืน และเชื่อว่าอุปกรณ์ที่ใช้ตัดเล็บในเวลานั้นมีพลังวิญญาณที่เรียกว่า เรเรียวกุ (霊力/れいりょく) ในภาษาญี่ปุ่น ที่สามารถดึงดูดให้วิญญาณเข้ามาหาได้ แม้ว่าความเชื่อนี้ในปัจจุบันจะถูกลบเลือนไปมากแล้ว แต่ถ้าต้องตัดเล็บตอนกลางคืนก็อย่าลืมเปิดไฟส่องให้สว่างไว้ล่ะ

2. เวลารถขนศพวิ่งผ่านให้รีบเก็บนิ้วโป้ง

คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่ารถขนศพจะมีวิญญาณของผู้ตายตามติดอยู่กับโลงศพ ถ้าไม่รีบเก็บนิ้วโป้งเวลาเห็นรถขนศพวิ่งผ่านจะเปิดโอกาสให้วิญญาณผ่านเล็บนิ้วโป้งเข้ามาในร่างของเราได้! บางคนกลัวจัดอาจถึงขั้นเก็บหมดทุกนิ้วเลยก็มี

3. อย่าผิวปากตอนกลางคืน

สมัยก่อนโจรหรือหัวขโมยของญี่ปุ่นจะใช้การผิวปากเพื่อส่งสัญญาณให้กันและกัน ดังนั้นการผิวปากจึงมีความเกี่ยวโยงกับขโมยขโจร และเกิดเป็นความเชื่อว่าถ้าใครผิวปากตอนกลางคืนจะเป็นการดึงดูดให้โจรขึ้นบ้าน

4. ไปศาลเจ้าเพื่อสาปแช่ง

แฟน ๆ หนังสยองขวัญญี่ปุ่นน่าจะคุ้นเคยกันดีกับพิธีกรรมที่เรียกว่า อุชิ โนะ โคะกุ ไมริ (丑の刻参り/うしのこくまいり) หรือการไปศาลเจ้าตอนกลางคืนในเวลาระหว่างตีหนึ่งถึงตีสาม

ผู้ที่ไปศาลเจ้าจะนำตุ๊กตาฟางที่เรียกว่า วะระนิงเกียว (藁人形/わらにんぎょう) ที่ใช้เป็นตัวแทนของผู้ที่ต้องการสาปแช่ง พร้อมด้วยตะปูยาว หรือ โกะซุนคุงิ (五寸釘/ごすんくぎ) สำหรับทิ่มตุ๊กตาเพื่อให้ผู้ที่ถูกสาปเจ็บปวดตามจุดต่าง ๆ ตามที่ตุ๊กตาถูกทิ่มแทงลงไป คล้าย ๆ กับตุ๊กตาวูดู เชื่อกันว่าความรู้สึกเกลียดชังที่ผู้ถูกสาปได้รับจะหมดไปจากร่างกายหลังจากผ่านการทำพิธีไปแล้ว 7 วัน แต่ว่าถ้าผู้กระทำการสาปแช่งถูกคนอื่นเห็นเข้าในระหว่างที่กำลังทำพิธีจะส่งผลให้คำสาปทั้งหมดย้อนกลับเข้าหาตัวเองแทน

5. ตัวเลขและวันอัปมงคล

คล้าย ๆ ปีเบญจเพศและปีชงของเรา ญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเรื่องปีเคราะห์ร้ายที่เรียกว่า ฮนยะคุ (本厄/ほんやく) ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามเพศชายหญิง สำหรับผู้ชายคือปีที่มีอายุครบ 25, 42 และ 61 ปี ส่วนผู้หญิงคือปีที่มีอายุครบ 19, 33 และ 37 ปี โดยปีก่อนและหลังปีที่เป็นฮนยะคุเองก็นับว่าเป็นปีโชคร้ายด้วย ดังนั้นคนญี่ปุ่นที่รู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่ปีฮนยะคุจึงนิยมไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ที่วัดหรือศาลเจ้า

นอกจากปีเคราะห์ร้ายแล้ว ญี่ปุ่นยังมีความเชื่อเรื่องตัวเลขเคราะห์ร้าย ได้แก่ เลข 4 เพราะสี่ หรือ ชิ (四/し) ในภาษาญี่ปุ่นไปพ้องเสียงกับคำว่า ชิ (死/し) ที่แปลว่าความตาย อีกเลขอัปมงคลคือ เลข 9 เพราะเก้า หรือ คุ (九/く) พ้องเสียงกับคำว่า คุ (苦/く) ที่แปลว่าความเจ็บปวดทรมาน ด้วยเหตุนี้คนญี่ปุ่นจึงมอบของขวัญให้กันเป็นจำนวน 3 หรือ 5 ชิ้นแทนการให้ 4 ชิ้นหรือ 9 ชิ้น

6. ห้ามเหยียบขอบเสื้อทาตามิ

เราสามารถพบเห็นพื้นที่ปูเสื่อทาตามิได้ในบ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม แต่แม้ในบ้านคนญี่ปุ่นสมัยใหม่บางบ้านก็มีห้องสไตล์ญี่ปุ่นที่ปูพื้นด้วยเสื่อทาตามิเช่นกัน ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาสได้เข้าบ้านคนญี่ปุ่นที่มีห้องเสื่อทาตามิละก็ ระวังอย่าเหยียบขอบเสื่อเพราะเชื่อว่าจะนำโชคร้ายมาสู่ตัว นอกจากนี้บางบ้านยังสลักตราสัญลักษณ์ของครอบครัวไว้ที่ขอบเสื่อ ดังนั้นการเหยียบขอบเสื่อจึงหมายถึงการเหยียบศีรษะของพ่อแม่ด้วย

7. ซ่อนสะดือไว้อย่าให้เห็น

พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นมักจะเตือนลูก ๆ ให้เอาเสื้อปิดสะดือในเวลาที่ฝนตกฟ้าร้องเพื่อไม่ให้ไรจิน (雷神/らいじん) หรือเทพเจ้าแห่งพายุ สายฟ้า และฟ้าผ่ามากินสะดือของเด็ก ๆ อีกความเชื่อหนึ่งที่คล้ายกันคือเทพเจ้าไรจินมีสหายเป็นเทพไรจู (雷獣/らいじゅう) เทพไรจูชอบเข้าไปนอนในสะดือคน และเทพไรจินจะปลุกเทพไรจูด้วยการปล่อยฟ้าผ่าใส่! ดังนั้นถ้าไม่อยากถูกฟ้าฝ่ากลางสะดือก็ต้องปิดสะดือให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เทพไรจูเข้าไปนอนได้ ซึ่งเบื้องหลังความเชื่อนี้ก็คือการป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ เปิดพุงจนเป็นหวัดนั่นเอง

8. อย่านอนหันหัวไปทางทิศเหนือ

ที่ญี่ปุ่นศพจะถูกจัดให้หันหัวไปทางทิศเหนือ ทำให้คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับทิศทางการนอนเหมือน ๆ กับที่เราเลี่ยงการนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการนอนหัวหัวทางทิศเหนือจะทำให้โชคร้าย หรือที่แย่ยิ่งกว่านั้นอาจนำมาซึ่งความตายของผู้นั้นเลยก็เป็นได้

9. อย่าเขียนชื่อคนด้วยหมึกสีแดง

 

บนป้ายหลุมศพญี่ปุ่น หรือ โบะฮิ (墓碑/ぼひ) จะสลักชื่อของผู้ตายและครอบครัวผู้ตายด้วยหมึกสีดำและแดง โดยหมึกสีแดงใช้เขียนชื่อคนในครอบครัวผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนหมึกสีดำในเขียนชื่อของผู้ตาย ทุกวันนี้การเขียนชื่อคนด้วยหมึกแดงถือเป็นสิ่งอัปมงคลไม่เว้นกระทั่งในการทำธุรกรรมหรือธุรกิจต่าง ๆ

เป็นยังไงบ้าง?? บางความเชื่อก็คล้ายของบ้านเราเหมือนกันนะ หวังว่าความเชื่อทั้ง 9 ข้อนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ รอดพ้นจากวิญญาณร้ายและอำนาจมืด… หมายถึงช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้มากขึ้นอีกขั้นหนึ่งนะ    UFABET เว็บตรง

“สามวิญญาณอาฆาต” ตำนานอาถรรพ์และเกมการเมืองญี่ปุ่น

เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมอื่น ญี่ปุ่นเองก็มีความเชื่อเรื่องวิญญาณอาฆาตหรือ “อนเรียว (怨霊)” อยู่ และในบรรดาเรื่องราววิญญาณอาฆาตทั้งหมดของญี่ปุ่นนั้น มี “สามวิญญาณอาฆาต (三大怨霊)” ที่เป็นตำนานของญี่ปุ่นอยู่

สามวิญญาณอาฆาตคือ?

ความพิเศษของสามวิญญาณอาฆาตที่ต่างจากตำนานวิญญาณอาฆาตอื่นๆ ก็คือวิญญาณอาฆาตทั้งสามต่างเป็นวิญญาณของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง ดังนั้นเรื่องราวการแก้แค้นของวิญญาณทั้งสามตนนี้จึงถูกผูกอยู่กับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอยู่ไม่มากก็น้อย โดยสามวิญญาณอาฆาตนี้ได้แก่ สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ (菅原道真) ไทระโนะ มาซาคาโดะ (平将門) และจักรพรรดิสุโตคุ (崇徳天皇)

สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ

สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะเคยเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาและคนสนิทในจักรพรรดิอุดะในสมัยเฮอัน ด้วยความสามารถในหลายแขนงทำให้สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะได้เลื่อนขั้นจนกลายเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งคานอำนาจกับตระกูลฟุจิวาระ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิอุดะทรงลาผนวชไม่นานหลังจากที่เขาได้ตำแหน่ง ขุนนางตระกูลฟุจิวาระจึงใช้โอกาสใส่ร้ายสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะจนเขาถูกเนรเทศไปยังเกาะคิวชู และหลังจากนั้นเพียง 2 ปี สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะก็เสียชีวิตลงในปีค.ศ. 903

สามปีหลังจากสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะเสียชีวิต ขุนนางตระกูลฟุจิวาระหลายคนที่มีส่วนร่วมในการเนรเทศของสึกาวาระต่างทยอยกันเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทั้งจากการถูกฟ้าผ่า โรคร้าย หรือบางคนก็หายสาบสูญไป ไม่เว้นแม้แต่มงกุฎราชกุมารของราชสำนักก็ยังสิ้นพระชนม์ไปด้วย จนเริ่มมีข่าวลือว่านี่คือคำสาปของสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ และยิ่งเวลาผ่านไปความรุนแรงก็ยิ่งทวีคูณ เช่นเหตุการณ์ฟ้าผ่าในเขตพระราชฐานชั้นในทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากรวมถึงขุนนางตระกูลฟุจิวาระ ความเชื่อเรื่องคำสาปจึงยิ่งมีมากขึ้น

ทางพระราชสำนักจึงประกาศให้โทษเนรเทศของสึกาวาระเป็นโมฆะและสร้างศาลเจ้าเท็นมังงูเพื่อบูชาสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะในฐานะเทพแห่งความรู้และการศึกษาหรือเทพเท็นจิน เพื่อให้วิญญาณของสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะสงบลง

ศาลเจ้าเท็นมังงูของเทพเท็นจินเป็นศาลเจ้าที่พบได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น มีวัวเป็นสัตว์เทพประจำศาลเจ้า

ไทระโนะ มาซาคาโดะ

ไทระโนะ มาซาคาโดะเป็นหนึ่งในซามูไรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยเฮอัน เขาเกิดในตระกูลไทระซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจพอสมควร อย่างไรก็ตาม ไทระโนะ มาซาคาโดะมีปัญหาแย่งชิงมรดกที่ดินบิดาของตนกับคนในตระกูล จนเขาถูกเรียกตัวไปยังราชสำนักเพื่อรับการไต่สวนอยู่บ่อยครั้ง

จนครั้งหนึ่งเขาได้ขัดหมายเรียกจากราชสำนักและเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ แทน ถึงอย่างนั้นไทระโนะ มาซาคาโดะกลับปฏิบัติต่อชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่มองเขาว่าเป็นผู้ที่มาช่วยเหลือและยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ฝ่ายราชสำนักที่เกรงว่าไทระโนะ มาซาคาโดะจะสั่งสมอำนาจจึงประกาศให้เขาเป็นกบฏ กองทัพของไทระโนะ มาซาคาโดะถูกลอบโจมตี และไทระโนะ มาซาคาโดะถูกตัดศีรษะนำกลับไปเสียบประจานยังเมืองหลวงที่เกียวโต

มีเรื่องเล่าว่าแม้ศีรษะของไทระโนะ มาซาคาโดะจะถูกเสียบประจานอยู่เป็นเดือนแต่ศีรษะนั้นกลับไม่เน่าลงแม้แต่น้อย ทั้งดวงตาของศีรษะนั้นยังดูดุดันขึ้นและริมฝีปากก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยแสยะยิ้ม และทุกคืนจะมีคนได้ยินเสียงศีรษะตะโกนว่าเรียกหาร่างของตัวเอง จนคืนหนึ่งศีรษะของไทระโนะ มาซาคาโดะเรืองแสงขึ้นและลอยไปยังทางจังหวัดชิโมอุสะ (จังหวัดจิบะและอิบารากิในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกฆ่า แต่ระหว่างทางศีรษะกลับตกลงที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาหมู่บ้านแห่งนั้นได้กลายเป็นเมืองเอโดะ

ชาวบ้านที่พบศีรษะได้ทำความสะอาดศีรษะและทำพืธีฝังให้พร้อมกับสร้างศาลเจ้าขึ้นบนหลุมศพ ไทระโนะ มาซาคาโดะได้รับการเคารพบูชาในฐานะนักรบและสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านความอยุติธรรมจากราชสำนักและชนชั้นสูง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของไทระโนะ มาซาคาโดะยังมีจนถึงปัจจุบัน เช่น เหตุการณ์อาถรรพ์เมื่อกระทรวงการคลังสร้างทับบริเวณศาลเจ้าเป็นการชั่วคราวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแถบคันโตในปีค.ศ. 1928

ศาลเจ้าคันดะ มีเทพไดโคคุเท็น เทพเอบิสุ และไทระโนะ มาซาคาโดะ และเป็นเทพประจำศาลเจ้า

จักรพรรดิสุโตคุ

จักรพรรดิสุโตคุเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 75 ของญี่ปุ่นและมีบทบาทในสงครามชิงอำนาจในพระราชสำนักที่เรียกว่า “การปฏิวัติโฮเก็น (保元の乱)” ซึ่งสงครามกลางเมืองในครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจักรพรรดิสุโตคุ โดยจักรพรรดิสุโตคุถูกเนรเทศออกจากเกียวโตไปยังจังหวัดซานุกิ (จังหวัดคางาวะในปัจจุบัน)

 

จักรพรรดิสุโตคุทรงออกผนวชและอุทิศชีวิตที่เหลือในการคัดพระคัมภีร์ส่งกลับไปยังเกียวโต แต่ราชสำนักกลับปฏิเสธพระคัมภีร์ที่จักรพรรดิสุโตคุส่งกลับมาให้ด้วยกลัวว่าจักรพรรดิสุโตคุจะพยายามสาปราชสำนักผ่านคัมภีร์เหล่านี้ โดยมีเรื่องเล่าว่าจักรพรริสุโตคุได้กัดลิ้นตนเองและใช้เลือดเขียนคำสาปลงในพระคัมภีร์ หลังจากนั้นไม่นานจักรพรรดิสุโตคุทรงสิ้นพระชนม์ลง โดยมีเรื่องเล่าว่าจักรพรรดิสุโตคุทรงตรัสไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ว่า “เราจะเป็นจอมมารแห่งแผ่นดินญี่ปุ่นที่คอยสาปส่งราชวงศ์” และเมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิสุโตคุไปถึงเมืองหลวง ราชสำนักญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ให้ใครไว้อาลัยแก่จักรพรรดิสุโตคุและทางราชสำนักจะไม่จัดพิธีศพให้เป็นอันขาด

หลังจักรพรรดิสุโตคุสิ้นพระชนม์พระศพก็ยังไม่ถูกเผาในทันทีเนื่องจากต้องรอคำสั่งจากทางการ ที่น่าแปลกคือแม้ว่าจะผ่านไปแล้วเกือบเดือนแต่พระศพก็ยังไม่เน่าสลาย จนกระทั่งเมื่อมีการขนโลงศพมาเพื่อบรรจุพระศพ ก็มีพายุลูกใหญ่พัดเข้ามา ทำให้ทุกคนในบริเวณต้องทิ้งโลงศพไว้และหาที่หลบพายุ จนเมื่อพายุผ่านไปจึงพบว่าพื้นหินรอบๆ บริเวณเปียกไปด้วยน้ำฝนสีแดงที่ดูเหมือนเลือดอยู่ และเมื่อถวายพระเพลิงพระศพ เมฆสีดำก็ก่อตัวเหนือกรุงเกียวโตซึ่งเชื่อกันว่ากลุ่มเมฆนี้เป็นเขม่าควันจากพระอัฐิ หลังจากนั้นภัยพิบัติต่างๆ ก็เกิดขึ้นในกรุงเกียวโต เริ่มจากสมาชิกในพระราชวงศ์ต่างสิ้นพระชนม์กะทันหัน และเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเกียวโตทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้อำนาจของราชสำนักอ่อนแอลง จนนำไปสู่การเปลี่ยนอำนาจจากจักรพรรดิมาสู่โชกุน ซึ่งการเสียอำนาจของระบบจักรพรรดินี้ว่ากันว่าเป็นคำสาปของจักรพรรดิสุโตคุนั่นเอง

อนุสรณ์จักรพรรดิสุโตคุในศาลเจ้าชิรามิเนะ จังหวัดเกียวโต

แม้ว่าเรื่องราวของสามวิญญาณอาฆาตจะเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติและอาถรรพ์ต่างๆ แต่เมื่อมองผ่านความเหนือธรรมชาติที่ถูกเสริมเข้ามา เราอาจจะมองได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วเรื่องเล่าเหล่านี้ต่างเป็นเรื่องราวของความรุนแรงในเกมการเมืองในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ยังคงถูกเล่าต่อมาจนถึงปัจจุบัน    สล็อตเว็บตรง

“ปิเอ็น” (ぴえん) แปลว่าอะไรนะ? ศัพท์ JK ที่ติดอันดับ 1 ใน 5 คำฮิตช่วงครึ่งปีแรก 2020

จากครั้งที่แล้ว ที่เราเคยแนะนำ “สุกิพิ” (すきぴ) ศัพท์ใหม่ของสาวๆ วัยรุ่นญี่ปุ่น ซึ่งนั่นเป็นบทความที่เปิดโลกทัศน์ใหม่สำหรับเราที่ผู้เขียนมากด้วยเช่นกัน และทำให้รู้ว่ายังมีศัพท์แปลก ๆ ที่สาว JK (JK = นักเรียนสาวชั้นมัธยมปลาย) ใช้สื่อสารกันในชีวิตจริงอยู่อีกหลายคำเลยล่ะ!

งานอดิเรกของผู้เขียนก็คือการ “ไถทวิตเตอร์” (คือการเลื่อนอ่านข้อความต่าง ๆ ที่อัปเดตในหน้าไทม์ไลน์) ซึ่งก็ไปสะดุดเข้ากับคำว่า “ปิเอ็น” (ぴえん) มิหนำซ้ำยังมีเพลงที่ชื่อว่า “ปิเอ็น โนะ อุตะ” (「ぴえん」のうた) ที่มียอดวิวสูงถึง 6 ล้านวิวบนยูทูบ! ด้วยความสงสัยก็เลยลองหาที่มาและความหมาย เลยอยากจะนำมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้อัปเดตเทรนด์ภาษาวัยรุ่นญี่ปุ่นไปด้วยกันค่ะ!

(เพลง “ปิเอ็น” โนะ อุตะ)

เสียใจจังเลย ปิเอ็น~ (ぴえん)

ใครที่พอมีพื้นฐานด้านภาษาหรือวัฒนธรรมญี่ปุ่นคงพอจะเดาได้ว่า “ปิเอ็น” (ぴえん) นี้หมายถึงอะไร ใช่ค่ะ! “ปิเอ็น” (ぴえん ออกเสียงสั้น) เป็นคำเลียนเสียงร้องไห้ในภาษาญี่ปุ่น ย่อมาจาก “ปิเอน” (ぴえーん ออกเสียงยาว) เทียบกับภาษาไทยแล้วก็จะเป็นเสียงร้องไห้ “แง ๆ” นั่นเองค่ะ

“ปิเอ็น” (ぴえん) มักใช้เป็นคำลงท้ายในประโยคที่สื่อสารกันผ่านการพิมพ์ในอีเมลและสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อแสดงอารมณ์เสียใจหรือดีใจจนร้องไห้ออกมา โดยการร้องไห้แบบ “ปิเอ็น” (ぴえん) นั้น จะไม่ใช่อาการร้องไห้แบบฟูมฟาม แต่เป็นอาการร้องไห้แบบน้ำตาคลอในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ยกตัวอย่างประโยคเช่น

スマホの充電が切れそう。ぴえん
(สุมะโฮะ โนะ จูเด็น งะ คิเระโซ, ปิเอ็น)
แบตโทรศัพท์ใกล้หมดแล้วอ่ะ (เสียใจจัง) แง

ライブの抽選が当たった。ぴえん
(ละอิบุ โนะ ชูเซ็น งะ อะตัทตะ, ปิเอ็น)
ฉันสุ่มได้บัตรชมคอนเสิร์ตแล้ว (ดีใจจัง) แง

友達がスタバおごってくれた。ぴえん
(โทโมดะจิ งะ สุตะบะ โอะโกตเตะ คุเรตะ ปิเอ็น)
เพื่อนเลี้ยงสตาร์บัคส์ (ดีใจจัง) แง

เหนือกว่า “ปิเอ็น” (ぴえん) ยังมี “ปิเอ็น โคะเอะเตะ พะโอน” (ぴえんこえてぱおん)

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากศัพท์ JK ที่มีอัปเดตมาทุกปีก็คือ หลาย ๆ คำจะมี “ขั้นกว่า” หรือ “การเรียงลำดับความสำคัญ” ตามมาเสมอ เช่น “ปิเอ็น” (ぴえん) ที่แสดงความรู้สึกร้องไห้แบบมีน้ำตาคลอ และความรู้สึกที่เหนือกว่าก็คือ “ปิเอ็น โคะเอะเตะ พะโอน” (ぴえんこえてぱおん) ซึ่ง “พะโอน” (ぱおん) ยังเป็นคำเลียนเสียงช้างร้องในภาษาญี่ปุ่น เทียบกับภาษาไทยคือเสียงช้างร้อง “แปร๋น ๆ”

“ปิเอ็น โคะเอะเตะ พะโอน” (ぴえんこえてぱおん) เป็นศัพท์วัยรุ่นที่ติดอันดับ 1 ใน 5 “รางวัลคำฮิตยอดเยี่ยมของสาว JC และ JK ประจำช่วงครึ่งปีแรก 2020” (JC= นักเรียนสาวชั้นมัธยมต้น) โดย “พะโอน” (ぱおん) เป็นคำที่วิวัฒนาการมาจาก “ปิเอ็น” (ぴえん) (ซึ่งไม่มีแหล่งข้อมูลไหนเขียนอธิบายเลยว่า “ปิเอ็น” วิวัฒนาการมาเป็น “พะโอน” ได้อย่างไร) ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกัน ต่างกันเพียงแค่ “พะโอน” (ぱおん) จะแสดงความรู้สึกร้องไห้มากกว่า ประมาณว่าน้ำตาคลอจนกลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว ซึ่งวิธีการใช้งานในรูปประโยคนั้น ไม่ได้นำ “พะโอน” (ぱおん) มาเป็นคำลงท้ายประโยคเพียงคำเดียว แต่ใช้ “ปิเอ็น โคะเอะเตะ พะโอน” (ぴえんこえてぱおん) ทั้งประโยคมาลงท้ายประโยคเลย ยกตัวอย่างเช่น

 

志望校に合格した。ぴえんこえてぱおん
(ชิโบโค นิ โกคะคุชิตะ, ปิเอ็น โคะเอะเตะ พะโอน)
ฉันสอบเข้าโรงเรียนที่ตั้งใจไว้ได้แล้วล่ะ (รู้สึกมันล้นเกินกว่า “ปิเอ็น” จนกลายเป็น “พะโอน” ไปแล้วล่ะ) แง

อย่างไรก็ตาม สาว ๆ ญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะติดแฮชแท็ก “#ぴえん” (ปิเอ็น) เพื่อแสดงความรู้สึกในแคปชั่นบนสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยมีสถิติยอดผู้ใช้งานแฮชแท็ก “#ぴえん” (ปิเอ็น) บนแอปฯ Instagram (รวบรวมข้อมูลถึงวันที่ 24 กันยายน 2020) รวมทั้งหมดมากกว่า 110,000 ครั้งเลยทีเดียว

น่าลุ้นจริง ๆ เลยว่าในอนาคตจะมีศัพท์คำไหนที่เป็นขั้นกว่าของ “พะโอน” (ぱおん) เกิดขึ้นหรือเปล่า? หรือจะมีคำแปลก ๆ ที่แสดงอารมณ์อื่น ๆ เกิดขึ้นอีกหรือไม่? ซึ่งเราไม่ พลาดที่จะนำมาฝากให้เพื่อน ๆ ได้อัปเดตเทรนด์ไปด้วยกันอย่างแน่นอน!    UFABET เว็บตรง

(เพลง “ปิเอ็น โคะเอะเตะ พะโอน” โนะ อุตะ)

”ยงมูโด” (龍武道) vs “นิปปอนเคมโป” (日本拳法) MMA ยุคแรกรุ่นเวอร์ชั่นเกาหลีใต้ vs ญี่ปุ่น

จากที่มีท่านผู้อ่านได้ฟีดแบคมาว่า อยากให้พูดถึงศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี และก็ศิลปะการต่อสู้อะไรของเกาหลีบ้างที่เอามาจากญี่ปุ่น ซึ่งถ้าพูดกันอย่างไม่แอ๊บแบ๊วแล้วละก็ ศิลปะการต่อสู้ของเกาหลีที่เรารู้จักกันเป็นกระแสหลัก ก็ล้วนมีรากเหง้าเค้ามูลมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น ยังไม่แค่นี้นะครับ เมื่อแนวคิดของ “ศิลปะการต่อสู้แบบผสม” (Mixed Martial Arts) นั้นเกิดขึ้น ก็บังเกิดวิชาการต่อสู้ที่เอา ญี่ปุ่น มาผสมกับ เกาหลี (ที่จริงๆ มาจากญี่ปุ่น) แล้วก็มากลายเป็นของ เกาหลี ไปได้ นั่นก็คือวิชา “ยงมูโด” ครับ

“ยงมูโด” (龍武道)

ยงมูโด เป็นวิชาต่อสู้แบบผสมที่ถูกพัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยยงอิน (龍仁大學校) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีต้นกำเนิดเดิมทีเป็นโรงเรียนสอนยูโด! ก็เลยกลายเป็นมหาลัยที่เด่นในด้านวิชาต่อสู้ คือมีวิทยาลัยด้านวิชาต่อสู้และมีภาควิชายูโด ภาควิชาเทควันโด โดยวิชา “ยงมูโด” หลักๆ คือเอายูโดมาประสมกับเทควันโด โดยสอดแทรกกระบวนท่าของวิชา ซีรึม (씨름 ซูโม่เกาหลี) และท่าล็อคข้อต่อของฮัพกิโดเข้าไปด้วย โดยมีการฝึกวิชาการต่อสู้แบบผสมผสานอันนี้มาแต่ปี พ.ศ. 2496 แต่เพิ่งมาบัญญัติชื่อว่า “ยงมูโด” อย่างเป็นทางการในฐานะวิชาต่อสู้อันหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2541 มานี้เอง

ลองดูวิดีโอแนะนำก่อนนะครับ มันก็จะชอบโชว์ท่าหน่อยๆ ตามประสาเกาหลี        UFABET เว็บตรง

ถึงแม้จะเป็นวิชาต่อสู้แบบผสมผสานที่เรียกได้ว่าเกิดใหม่ เกาหลีเองก็ยังพยายามส่งออกวิชายงมูโดไปยังต่างประเทศ จึงทำให้มีวิชานี้เผยแพร่ไปถึงออสเตรเลีย อเมริกา และอินโดนีเซีย เป็นต้น

อย่างที่บอกแล้วว่า แนวคิดเรื่อง MMA (ศิลปะการต่อสู้แบบผสม) นั้นไม่ใช่ของใหม่ เคยมีคนคิดและมองมานานแล้วว่า วิชาต่อสู้นั้นควรจะมีทุกมิติ คือมีท่ายืนเตะต่อย มีการคว้าจับ มีการทุ่มหรือเทคดาวน์ มีการลงไปปล้ำล็อคกับพื้น ก็เลยพยายามเอาวิชาเตะต่อยมาประสมกับวิชาทุ่ม ของแบบนี้จะว่าเกาหลีคิดได้มาก่อน UFC ก็อาจจะได้ แต่เชื่อไหมครับท่านผู้อ่าน ญี่ปุ่นคิดอะไรแบบนี้มาได้ก่อนเกาหลีนานแล้วครับ และผลของการคิดได้ก็คือวิชาต่อสู้แบบผสมที่เรียกว่า “นิปปอนเคมโป”

“นิปปอนเคมโป” (日本拳法)

นิปปอนเคมโป เป็นวิชาต่อสู้ที่ถูกคิดบัญญัติขึ้นในปี พ.ศ. 2475 โดยนักยูโดที่ชื่อ ซาวายามะ มุเนะโอมิ (澤山宗海) ซึ่งได้เรียนวิชาคาราเต้กับอาจารย์มาบุนิ เคนวะ (摩文仁賢和) ผู้ชึ่งต่อมาเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักคาราเต้ “ชิโตริว” ซึ่งหลังจากมีการก่อตั้งวิชานิปปอนเคมโปแล้วก็มีการผลักดันเพื่อเผยแพร่วิชาดังกล่าวไปตามมหาลัยต่างๆ อย่างในมหาวิทยาลัยชูโอ มหาวิทยาลัยริวโคคุ มหาวิทยาลัยริทสึเมคัง เป็นต้น จนกระทั่งมีการเผยแพร่วิชาดังกล่าวไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส

จากประวัติย่อที่ได้กล่าวมานี้ นิปปอนเคมโปก็คือ ยูโด ผสม คาราเต้ นั่นเอง

ลองดูภาพการแข่งขันนะครับ เขาจะใส่โบกุ (防具) เครื่องป้องกันละม้ายเคนโด้

ดูแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ยุทธ์รวม MMA ยุคแรกรุ่น ของญี่ปุ่น vs เกาหลีใต้

นิปปอนเคมโป (ยูโด+คาราเต้) vs ยงมูโด (ยูโด+เทควันโด)

 

ผู้เขียนอยากจะบอกอะไรกับท่านผู้อ่านอย่างหนึ่งครับ ว่าวิชาการต่อสู้ของญี่ปุ่นนี่แหละที่มีอิทธิพลต่อวงการวิชาต่อสู้ของโลกสมัยใหม่มากที่สุด และวิชาที่ว่านี้ก็คือ “ยูโด” ครับ

เมื่อเกิดวิชายูโดขึ้นแล้ว มีฝรั่งรัสเซียเรียนวิชายูโดกับปรมาจารย์คาโน่ คือ Vasili Oshchepkov ผู้ได้สายดำสองดั้งในยูโดโคโคคัง เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนผู้คิดสร้างวิชาแซมโบ หนึ่งในวิชาต่อสู้สุดโหดของโลก “คาบิบ” ผู้คว่ำแม็กเกรเกอร์ นั่นหละครับ ผู้ใช้วิชาแซมโบ

VSOshchepkov1912
Vasili Oshchepkov

ในอีกด้าน มาเอดะ มิตสึโยะ (前田光世) ศิษย์ปรมาจารย์คาโน่ ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปหากินทางโชว์มวยปล้ำ วิชา “ยูยิตสู” ของมาเอดะ (สมัยนั้นฝรั่งยังไม่รู้จักคำว่ายูโด) ไปเข้าตาคนตระกูลเกรซี่ จนต้องเรียนเอาไว้สอนกันในตระกูล เกิดเป็นเกรซี่ยูยิตสู ต่อมาจากเกรซี่ยูยิตสู เปลี่ยนชื่อเป็น “บราซิลเลียนยูยิตสู” วิชานี้ทุกวันนี้ใครชอบดูมวยกรงต้องรู้จักวิชาแน่นอน เดี๋ยวนี้แพร่หลายมาถึงเมืองไทยแล้วคนไทยก็เริ่มนิยมเรียน ทุกวันนี้เป็นที่กล่าวขานกันว่า มาเอดะ มิตสึโยะ คือ “บิดาแห่งบราซิลเลียนยูยิตสู” ซึ่งต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า บิดาแห่งบราซิลเลียนยูยิตสูนั้นก็คือศิษย์ยูโดโคโดคัง

Mitsuyo Maeda
มาเอดะ มิตสึโยะ

อย่าว่าแต่เอายูโดไปประสมเลยครับ ยูโดได้กลายเป็นรากเหง้าเค้ามูลของวิชาต่อสู้ที่ทรงอิทธิพล มีคนรู้จักและเล่าขานว่ามันเป็นวิชาต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพสูงในโลกของพวกฝรั่งถึงสองวิชาด้วยซ้ำ ดังนั้น ยูโด วิชาของญี่ปุ่นนี่แหละครับ ที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสมัยใหม่ จริงๆ

สำหรับวันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดีครับ

จะรีบไปไหนๆ! มารู้จักรูปปั้นหิน”จิโซ”กันก่อน!

ทุกคนเคยเห็นรูปปั้นหินคล้ายเณรน้อยตามวัดหรือตามที่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นบ้างมั้ยคะ? รูปปั้นนั้นคือ “จิโซ” นั่นเอง ในช่วงฤดูหนาวเราจะเห็นจิโซในวินเตอร์คอลเลคชั่นที่มีพร็อพเป็นหมวกและผ้าพันคอสีแดงไว้กันหนาว ตำนานความเชื่อของจิโซมีหลากหลายตามชุดความเชื่อที่เข้ามาในญี่ปุ่นตามแต่ละช่วงเวลา แต่ที่รู้จักกันดีน่าจะเป็นความเชื่อที่ว่า จิโซคือพระผู้คุ้มครองเด็กเล็กหรือผู้คุ้มครองการเดินทาง ในบทความนี้จะพูดถึงจิโซตามความเชื่อของพุทธศาสนาที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีนค่ะ

“จิโซ”รูปปั้นหินเณรน้อย

 

ตามความเชื่อของพุทธศาสนาที่รับมาจากจีนนั้น จิโซ (地蔵) เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีความเมตตากว้างใหญ่เท่าแผ่นดิน นามในภาษาสันสกฤตแปลได้ว่า “ครรภ์แห่งแผ่นดิน” หรือ “พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์” ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน เชื่อกันว่าระหว่างที่พระศรีอริยเมตไตรยยังไม่ได้ลงมาตรัสรู้ จิโซจะช่วยเหลือมนุษย์ที่ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในสังสารวัฏหกภพภูมิ ได้แก่ นรกภูมิ, เปรตวิสัยภูมิ, ดิรัจฉานภูมิ, อสุรกายภูมิ, มนุสสภูมิ และเทวภูมิ จึงถือได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์แห่งผู้ทุกข์ยากในอบายภูมิ เช่นเดียวกับการเป็นผู้คุ้มครองเด็กทั้งหลายตามความเชื่อพื้นบ้านของญี่ปุ่น

ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์เข้ามาอิทธิพลในญี่ปุ่นอย่างมากตั้งแต่สมัยเฮอัน (ค.ศ. 794 – 1185) เป็นต้นมา ทำให้ความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อจิโซเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะเชื่อว่าจิโซคือผู้ที่ช่วยชี้ทางให้พ้นทุกข์ จึงมักตั้งรูปปั้นจิโซหกตนไว้บริเวณรอบนอกของหมู่บ้าน ตามความเชื่อที่ว่าจิโซจะมาแบกรับความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏทั้งหกภพภูมิแทนมนุษย์

 

“โดโซจิน” เทพปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ

 

นอกจากจิโซแล้วก็ยังมีเทพอีกองค์ที่อยากแนะนำให้รู้จักนั่นก็คือ “โดโซจิน” (道祖神) เทพผู้ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ บ้างก็เรียกว่า “ไซโนะคามิ” (塞の神) ในอดีตถนนและการคมนาคมยังไม่ได้รับการพัฒนา ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดและตายในหมู่บ้านของตนเอง การแพร่ระบาดของโรคก็จำกัดอยู่ในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตามความเจ็บปวดมักจะมาพร้อมกับนักแสดงพเนจรและนกอพยพ ดังนั้นโดโซจินจึงเข้ามารับหน้าที่ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บจากภายนอกหมู่บ้าน โดโซจินมีลักษณะค่อนข้างหลากหลาย เช่น รูปคนคู่ชายหญิงที่สื่อถึงการสมรส หรือรูปอวัยวะเพศที่สื่อถึงการให้กำเนิด

 

 

นอกจากนี้จิโซยังเป็นผู้คุ้มครองวิญญาณเด็กที่เสียชีวิตอีกด้วย ในญี่ปุ่นจะมีพิธีที่เรียกว่า “มิซุโกะคุโย” (水子供養) หรือการทำบุญให้วิญญาณเด็กที่เสียชีวิตจากการแท้งทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา โดยจะถวายขนม ตุ๊กตา และการบูชารูปปั้นจิโซที่จะมีลักษณะท่าทางที่ต่างจากรูปปั้นจิโซทั่วไป เช่น ถือไม้เท้า พนมมือ หรือกำลังอุ้มเด็ก ความเชื่อชุดนี้ไม่ได้อิงตามหลักพุทธศาสนา โดยมองว่าการทำแท้งเป็นการคุมกำเนิดในรูปแบบหนึ่ง วิญญาณของเด็กที่เสียชีวิตโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจจะไม่กลับมาหลอกหลอนหรืออาฆาตพ่อแม่ ดังนั้นการทำพิธี “มิซุโกะคุโย” จึงเป็นการปลอบประโลมหัวอกพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไปทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ทั้งจิโซและ

โดโซจินต่างเป็นที่รักและเคารพบูชาของชาวบ้าน จึงเกิดความเชื่อต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นตามตำนานและนิทาน..ปรัมปราต่างๆ เช่น คุณตาหมวกสานกับรูปปั้นหินจิโซ จิโซและโดโซจินช่วยปกป้องหมู่บ้านจากภัยพิบัติที่มาจากภายนอก และเป็นเทพผู้พิทักษ์การเดินทางเหมือนกัน แต่ต่างกันที่บุคคลิกภายนอก ไปญี่ปุ่นคราวหน้าถ้าเจอรูปปั้นหินตามทาง อย่าลืมลองสังเกตดูนะคะ      สล็อตเว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. ศาลเจ้าเล็ก ๆ ภายในศาลเจ้าใหญ่ เขาเรียกว่าอะไรกันนะ ?
  2. แก้ฮวงจุ้ยตามทิศ เปลี่ยนชีวิตการเงินให้รุ่งโรจน์
  3. “โอนิกิริ” กับ “โอมุสุบิ” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?
  4. ตามมารู้จัก “ศาลเจ้าตัดความสัมพันธ์” ที่แข็งแกร่งที่สุดในเกียวโต!

10 คำศัพท์ญี่ปุ่นที่ไม่ต้องแปลแต่ก็เข้าใจกันได้!

ภาษาญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในภาษาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา แต่นอกจากในประเทศไทยแล้วยังได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยอาจเนื่องมาจากวัฒนธรรมที่แพร่หลายผ่านทางสื่อต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ภาษาญี่ปุ่นแทรกซึมไปในสิ่งต่าง ๆ โดยปริยาย ปัจจุบันมีคำภาษาญี่ปุ่นมีหลายคำที่ไม่ต้องแปลแต่ก็เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน มาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีคำว่าอะไรบ้าง

1. Emoji (絵文字)

เริ่มด้วยคำแรกที่คุ้นเคยกันดีกับคำว่า “อีโมจิ” ในต่างชาติก็ทับศัพท์คำนี้ด้วยเช่นกัน แถมยังได้รับความนิยมมาก ถึงขั้นที่ผู้ผลิตอีโมจิในอเมริกามีแอปพลิเคชันที่สามารถสร้างอวตารคล้ายกับตัวเราเองได้ ซึ่งต้นกำเนิดของอีโมจิก็ไม่ใช่ที่ไหนไกลเลย คือญี่ปุ่นนั่นเอง

2. Panko (パン粉)

สำหรับสายชื่นชอบการทำอาหาร เวลาซื้อเกล็ดขนมปังอาจเจอคำว่า Panko อยู่บนฉลาก “พังโกะ” หมายถึง เกล็ดขนมปังที่ผ่านการอบด้วยไฟฟ้าทำให้ไม่มีขอบสีน้ำตาล จากนั้นจึงนำไปป่นและอบให้แห้ง ด้วยเนื้อสัมผัสที่เบาและละเอียดของพังโกะนี้เองที่ทำให้เป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมในกลุ่มแม่บ้านและรายการดังอย่าง “Iron Chef”

3. Bento (弁当)

ต้องติดอันดับอย่างแน่นอนกับคำว่า “เบนโตะ” หรือ “ข้าวกล่อง” ที่มีสีสันน่ารับประทานและเต็มไปด้วยสารอาหารครบถ้วน ซึ่งเบนโตะเคยโด่งดังอยู่ช่วงหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ถึงขนาดที่ว่าหากได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วคนฝรั่งเศสจะนิยมซื้อข้าวกล่องกันเลยทีเดียว

4. Tempura (てんぷら)

หากให้ลองนึกถึงอาหารญี่ปุ่นหลายคนอาจนึกถึงซูชิ, นัตโตะ หรือทาโกะยากิ แต่หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นอาหารที่มีชื่อว่า “เท็มปุระ” อาหารชนิดนี้ทำโดยนำผักหรือของทะเลไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วนำไปทอด ขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน และสามารถหารับประทานได้ง่าย

5. Origami (折り紙)

“โอริกามิ” คือหนึ่งในศิลปวัฒนธรรมที่น่าภูมิใจของญี่ปุ่น ความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนนี้ ถือได้ว่าเป็นเสน่ห์ของการพับกระดาษเพื่อสร้างสรรค์รูปทรงหรือวัตถุต่าง ๆ ขึ้นมา แม้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแต่ก็มีหลายคนที่ไม่รู้วิธีการพับกระดาษ คงจะดีไม่ใช่น้อยหากให้โอริกามิเป็นสื่อกลางในการสื่อสารผ่านการสอนวิธีการพับหรือตัวแทนคำขอบคุณโดยมอบเป็นของขวัญ

6. Otaku (オタク)

แม้ว่าในภาษาอังกฤษจะมีคำที่คล้ายคลึงกับคำว่า “โอตาคุ” อยู่ไม่ว่าจะเป็น Nerd หรือ Geek แต่เหตุผลที่คำว่าโอตาคุ สามารถสื่อได้โดยไม่ต้องแปลนั้นก็เนื่องมาจากวัฒนธรรมของอนิเมะ ในบ้านเรานิยามคำนี้ว่าผู้ที่ชื่นชอบอนิเมะ แต่ความจริงแล้ว โอตาคุ หมายถึง การหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่แค่เพียงอนิเมะอย่างเดียวเท่านั้น

7. Teriyaki (テリヤキ)

ในเมนูตามภัตตาคารหรือร้านอาหารมักจะมีรายการอาหารที่มีส่วนผสมของ “เทอริยากิ” โดยทั่วไปซอสเทอริยากิจะมาคู่กับปีกไก่ แต่ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ตก็มีเมนูอย่างเบอร์เกอร์เทอริยากิจำหน่าย ด้วยความหวานของซอสที่มีรสชาติกลมกล่อม จึงทำให้ผู้คนติดใจในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์นี้

8. Teppanyaki (鉄板焼き)

 

“เทปปันยากิ” คือเมนูอาหารญี่ปุ่นรูปแบบหนึ่งที่ใช้กระทะแบนเพื่อประกอบอาหาร ได้รับความนิยมในอเมริกาเป็นอย่างมากเนื่องจากก่อนหน้านี้ร้านอาหารแห่งหนึ่งไม่เคยมีอาหารประเภทนี้มาก่อน แต่แล้วก็มีคนญี่ปุ่นคนหนึ่งทำอาหารประเภทนี้ขึ้นจนได้รับความนิยมและแพร่หลายในเวลาต่อมา

9. Senpai (先輩)・Kouhai (後輩)

“เซ็มไป” (รุ่นพี่) กับ “โคไฮ” (รุ่นน้อง) เป็น 2 คำที่มักพบบ่อยในอนิเมะและหนังของญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่แล้วซับไตเติ้ลที่ขึ้นมานั้นจะทับศัพท์คำนี้ไปเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบลำดับขั้นในสังคมญี่ปุ่น ที่มีการเคารพผู้อาวุโสกว่า

10. Mottainai (もったいない)!

ในภาษาไทยคำว่าเสียดายหมายถึง “ความรู้สึกอยากได้สิ่งที่เสียไปหรือพลาดไปให้กลับคืนมา” แต่มีหลายคำในภาษาญี่ปุ่นที่ไม่สามารถแปลได้อย่างครบถ้วนหรือตรงความหมาย 100% หนึ่งในนั้นคือคำว่า Mottainai ซึ่งนอกจากจะแปลว่าเสียดายแล้วยังหมายถึงความรู้สึกผิดต่อการกระทำที่ไม่ให้เกียรติต่อคนหรือสิ่งของได้อีกด้วย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับ 10 คำที่เราได้นำเสนอกันในวันนี้ บางคำอาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ คำก็ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะคะว่าจะสามารถสื่อความหมายออกไปได้แม้ไม่ต้องแปล ซึ่งการเข้าใจภาษาต้นกำเนิดได้อย่างลึกซึ้งแม้ไม่ต้องแปลออกมาเป็นภาษาแม่ของตัวเองนั้นก็เปรียบเสมือนการเข้าถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกระบวนการความคิดของชนชาตินั้น ๆ  นั่นเองค่ะ            สล็อตเว็บตรง

”อีกด้านหนึ่ง” ของ “จักรพรรดินีเมียงซอง” ที่เขาว่าเป็น “วีรสตรีเกาหลีต้านภัยญี่ปุ่น”

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หากท่านไหนสนใจเรื่องประวัติศาสตร์เกาหลีโดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งเกาหลี-ญี่ปุ่น คงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ “จักรพรรดินีเมียงซอง” ซึ่งบ้างก็เรียกว่า “พระมเหสีมิน” พระมเหสีของพระเจ้าโกจง (พระนามจักรพรรดินีเมียงซองนั้นเป็นการอวยยศหลังสิ้นพระชนม์แล้ว) โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พระนางถูกสังหาร ซึ่งทำให้เกาหลีเอาเรื่องนี้มาชี้หน้าด่าว่าญี่ปุ่นโหดร้ายฆ่าได้กระทั่งผู้หญิง แล้วก็พยายามยกยอพระมเหสีมินว่าเป็นวีรสตรีต้านภัยญี่ปุ่นไปเสีย ฉะนั้นวันนี้จะขอมานำเสนอเรื่องราว “อีกด้านหนึ่ง” ของเกาหลีในยุคนั้น และจักรพรรดินีเมียงซองที่คนเกาหลียกยอ ผ่านมุมมองจากปลายปากกาของ “ฟุคุซาวะ ยูคิจิ” นักคิดนักเขียนนักการศึกษาระบือนามของญี่ปุ่นแห่งยุคเมจิกันนะครับ

ภูมิหลัง

ในช่วงยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำเนิดรัฐบาลเมจิ จนมาถึงเหตุการณ์การปะทะกันที่เกาะคังฮวานั้น เกาหลีจากที่แต่เดิมเป็นประเทศพระฤาษีปิดหูปิดตาตัวเองไม่คบกับใครนอกจากเมืองจีนนั้น ต้องบอกตรงๆ ว่ากรณีเกาะคังฮวา (ซึ่งนำไปสู่การเปิดประเทศแบบต้องยอมรับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของญี่ปุ่น) นั้นเป็นตัวปลุกความคิดที่แตกต่างในหมู่ขุนนางเกาหลี ซึ่งแตกต่างจนกลายเป็นแตกแยก ฝ่ายหนึ่งยังยึดแนวทางเดิมๆ พยายามจะยึดจีนเอาเป็นพี่ใหญ่ ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่าควรพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและสร้างสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่น ให้ท่านผู้อ่านทายว่าพระนางมินหันหัวไปทางไหน?

ครับ พระนางมินเห็นว่าเกาหลีควรพัฒนาประเทศให้ทันสมัยจริง แต่ยังคิดยึดจีนเป็นพี่ใหญ่อยู่ดี และ “ไม่เอาญี่ปุ่น” ครับ

แล้วพอตอนหลังในสงครามญี่ปุ่น-จีน ญี่ปุ่นชนะจีน เกาหลีเริ่มรู้ตัวแล้วว่าพี่ใหญ่นั้นไม่ใหญ่อีกต่อไป เลยจะไปคบรัสเซียเอาเป็นพี่ใหญ่คนใหม่ นั่นแหละครับ

เกาหลี “ประเทศนรก” ที่ญี่ปุ่นไม่ควรมีสัมพันธ์ไมตรีด้วย

ความแตกแยกเป็นสองฝ่ายระหว่างฝ่าย “โปรจีน” อันมีพระนางมินเป็นแกนนำ กับฝ่ายก้าวหน้าซึ่ง “โปรญี่ปุ่น” นั้นมาถึงจุดที่ฝ่ายก้าวหน้าชิงก่อกบฏ ซึ่งนำโดย คิม อ็อก-กยุน (김옥균; 金玉均) ซึ่งฝ่ายกบฏถึงกับบุกวังคย็องบกเลยทีเดียว แต่พระนางมินนั้นนั้นดันไปเรียกทัพต้าชิง (นำโดย หยวนซื่อไข่ 袁世凱 ผู้โด่งดังในฐานะที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนหลังโค่นราชวงศ์ชิง แต่ตอนหลังอยากตั้งตัวเป็นเจ้าเสียเอง) มาปราบกบฏได้สำเร็จ

YuanShikaiPresidente1915
หยวนซื่อไข่ 袁世凱

สิ่งที่น่าสนใจคือ แกนนำกบฏฝ่ายก้าวหน้าคือ คิม อ็อก-กยุน หลังจากก่อการไม่สำเร็จได้หนีไปหลบที่สถานทูตญี่ปุ่นและได้ลี้ภัยเข้ามาในญี่ปุ่นและในช่วงที่อยู่ในญี่ปุ่นก็ได้รับความคุ้มครองจากฟุคุซาวะ ยูคิจิ โดยให้นายคิม อ็อก-กยุนและพวกไปอยู่กับนักศึกษาที่ ม. เคโอ (ซึ่งเป็น ม. ของฟุคุซาวะ ยูคิจิเอง) โดยมีการตั้งเวรยามทั้งวันทั้งคืน แต่ภายหลังตอนเดินทางไปเซี่ยงไฮ้เพื่อหาทางก่อการอีกครั้ง นายคิม อ็อก-กยุนถูกมือสังหารของราชวงศ์โชซอนฆ่าตาย แล้วศพยังถูกนำมาลงโทษซ้ำอีกอย่างทารุณทุเรศโดยถูกแยกร่างเป็นชิ้นๆ

 

Gim Okgyun
คิม อ็อก-กยุน 김옥균

ฟุคุซาวะทั้งโกรธและสิ้นหวังกับการถูกลงโทษของคิม อ็อก-กยุน จนถึงกับเขียนข้อความตอนหนึ่งในบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ “จิจิชิมโป” (時事新報) ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 ว่า “ข้าพเจ้าใคร่อยากจะเรียกประเทศนี้ว่าเป็นประเทศนรกของพวกยักษ์มาร เกินกว่าจะวิจารณ์ว่าป่าเถื่อนเสียอีก” (「我輩は此の国(朝鮮のこと)を目して野蛮と評するよりも、寧ろ妖魔悪鬼の地獄国と云わんと欲する者なり」)

ความสยองบ้าคลั่งในรั้วในวังเกาหลี

ประวัติศาสตร์บรรยายว่าพระนางมินนั้นเมื่อแรกเข้าวังใหม่ๆ มีบุคลิกสงบเสงี่ยม อ่านตำราทั้งคืน เรียนรู้เก่ง ปรับตัวเข้ากับประเพณีในรั้วในวังได้เร็ว แต่พอเวลาต่อมาเริ่มหมกมุ่นกับไสยศาสตร์ทรงเจ้าเข้าผี ใช้จ่ายมือเติบเพื่อประกอบพิธีกรรมให้อลังการ และลงมือปราบปรามใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟัง เอามันไปประหารอย่างไร้ความปรานี เคยมีเรื่องเล่าว่านางสนมในวังที่เป็นคนสกุลจางได้ให้กำเนิดพระโอรสของพระเจ้าโกจง พระนางมินถึงกับถือมีดไปเคาะประตูหน้าห้องนางสนมจางว่า “มึงไม่เสียดายชีวิตแล้วหรือ” จนสนมจางต้องร้องไห้ขอชีวิตเลยทีเดียว

ฟุคุซาวะ ยูคิจินั้นได้เล็งเห็นแล้วว่า เกาหลีภายใต้การปกครองของพระนางมินนั้น “ไร้อนาคต และหมดหวัง” จนเขียนในบทบรรณาธิการเรื่อง “แนวคิดว่าด้วยการผละจากเอเชีย” (脱亜論 ดัทสึอะรอน ในหนังสือพิมพ์ จิจิชิมโป ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2428) ว่า ควรจะตัดสัมพันธ์กับทั้งเกาหลีและจีน (ซึ่งอยู่เบื้องหลังเกาหลี) เสีย ด้วยถ้อยคำที่ว่า “โชคร้ายที่มีประเทศที่หนึ่งคือจีน สองคือโชซอน อยู่ข้าง (ประเทศเรา)”

“จากหนึ่งถึงสิบ มีเพียงรูปลักษณ์ตกแต่งภายนอกอันว่างเปล่าเท่านั้น ศีลธรรมนั้นหามีไม่ มีแต่ความไร้ยางอายอย่างยิ่ง เย่อหยิ่งจองหองไม่มีความคำนึงถึงสิ่งไม่ดีของตน”

 

ซึ่งคำว่า “รูปลักษณ์ตกแต่งภายนอกอันว่างเปล่า” นั้นมุ่งจะหมายถึงการหมกมุ่นอยู่กับลัทธิขงจื๊อ หมกมุ่นอยู่กับรูปแบบ พิธีกรรม ฟุคุซาวะยังกล่าวว่าหากญี่ปุ่นไปคบหากับจีนและเกาหลีนั้น จะเป็นการทำให้ความก้าวหน้าทางอารยธรรมเชื่องช้า ทั้งนานาประเทศจะไม่คบหาเพราะถูกเหมารวมว่าเป็นชาติเอเชียตะวันออกเหมือนกันอีกด้วย

ใครสั่งฆ่าพระนางมิน?

อย่างไรก็ดี คำเตือนของฟุกุซาว่า “อย่าเข้าไปพัวพันกับเกาหลี” แทบจะไม่ไปถึงรัฐบาลญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นในยุคนั้น กลับกลายเป็นว่า ญี่ปุ่นเข้าไปยุ่งกับเกาหลีอย่าง “ขนานใหญ่” เลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่สงครามญี่ปุ่น-จีน (พ.ศ. 2437-2438) ซึ่งพระนางมินและบรรดาขุนนางเกาหลีต่างถือหางฝ่ายราชวงศ์ชิง โดยคิดว่า “ญี่ปุ่นไม่สามารถเอาชนะราชวงศ์ชิงได้” แต่การณ์กลับตรงข้าม พอญี่ปุ่นชนะ พวกขุนนางเกาหลีที่เคยถือหางจีนพากันไปซบญี่ปุ่นกันหมด พอญี่ปุ่นชนะ มีการลงนามในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิซึ่งกลายเป็นการเคลมว่า เกาหลีเป็นประเทศ “เอกราช” เป็นอันว่าจีนหมดสภาพลูกพี่ใหญ่ของเกาหลีไปเลย แม้กระนั้นพระนางมินก็ยังไม่เลิกเกลียดญี่ปุ่น ยังคิดจะ “ไม่คบญี่ปุ่น” แล้วหันไปจะคบกับรัสเซียเแทน

สุดท้าย พระนางมินก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันในสงครามกลางเมืองและถูกลอบสังหารในปี พ.ศ. 2438 ซึ่งแม้เรื่องนี้ฝ่ายเกาหลีพยายามจะหาว่าเป็นแผนการของฝ่ายญี่ปุ่นโดยนายมิอุระ โกโร (三浦梧楼) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเกาหลีในขณะนั้นก็ตาม แต่ก็มีคนเสนอแนวคิดที่ว่า เรื่องนี้อาจเป็นฝีมือของแดวอนกุน (大院君) หรือ “พระบรมราชชนก” พระราชบิดาของพระเจ้าโกจงซึ่งเสียอำนาจไปเพราะโดนพระนางมินเข้าแทรกแซงกิจการบ้านเมือง ก็ได้ (หรือแม้การลอบสังหารจะเป็นคำสั่งของนายมิอุระ แต่แดวอนกุนอาจรู้เห็นเป็นใจด้วย)

Heungseon Daewongun Portrait
แดวอนกุนฮึงซอน 大院君 พระราชบิดาของพระเจ้าโกจง

สุดท้ายที่ผู้เขียนอยากจะกล่าวก็คือ ไม่ว่าเวลาผ่านมานานเท่าไหร่ หรือใครจะทำอะไร “การเมือง” ของประเทศเกาหลี (ซึ่งมาถึงตรงนี้คือ “เกาหลีใต้”) นั้น ก็ยังวนเวียนอยู่กับขั้วความคิดสองฝ่ายคือ “ไม่เอาญี่ปุ่น” กับ “คบญี่ปุ่น” อยู่ดี ประวัติศาสตร์นั้นย่อมซ้ำรอยเสมอ สำหรับวันนี้ขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อนสวัสดีครับ          UFABET เว็บตรง

บ๊ายบายอาการเมาค้างด้วย “โพคารี่สเวท” เครื่องดื่มสุดอะเมซิ่งจากญี่ปุ่น!

ใครที่เคยไปเรียนหรือทำงานที่ญี่ปุ่นต้องเคยไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์สไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า “โนมิไก / 飲み会” อย่างน้อยก็สักครั้ง เพราะโนมิไกถือเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นเลย และการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ก็เป็นเรื่องปกติในสังคมญี่ปุ่นไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย

แต่เห็นคนญี่ปุ่นดื่มเยอะแบบนี้ใช่ว่าเค้าจะดื่มเพลินจนวันต่อมาลุกไปทำงานไม่ไหวนะ เพราะคนญี่ปุ่นค่อนข้างแยกการทำงานกับการพักผ่อนออกจากกันอย่างชัดเจน ฉะนั้นต่อให้ดื่มสนุกมากแค่ไหน ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปทำงานก็ต้องตื่นไปทำงานให้ได้เหมือนปกติ ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้อาการเมาค้างมากทีเดียว

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ + โพคารี่สเวท = บ๊ายบายเมาค้าง!

 

คนญี่ปุ่นมีวิธีป้องกันและแก้เมาค้างหลายวิธี เช่น การดื่มเครื่องดื่มขมิ้นชันก่อนดื่มเหล้า หรือดื่มซุปมิโสะผสมหอยชิจิมิที่ช่วยสลายแอลกอฮอล์ในร่างกายและป้องกันโรคตับแข็ง และอีกหนึ่งตัวช่วยที่หลายคนคาดไม่ถึงก็คือ การดื่มโพคารี่สเวท ซึ่งเป็นเครื่องดื่มของญี่ปุ่นที่ช่วยรักษาระดับน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย แต่เอ๊ะ… เครื่องดื่มแนวสปอร์ตดริ๊งค์แบบนี้ช่วยแก้เมาค้างได้ด้วยเหรอ? ไม่ใช่ว่าดื่มแล้วยิ่งทำให้เมาง่ายกว่าเดิมหรอกเหรอ?

ก่อนจะไปดูคำตอบ เรามาทำความเข้าใจกับอาการเมาค้างกันหน่อยดีกว่าว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วทำไมการดื่มเหล้าดื่มเบียร์มาก ๆ ถึงทำให้เมาค้างได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเมาค้าง

1. ภาวะขาดน้ำ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็น “เครื่องดื่ม” ประเภทหนึ่ง ทำไมยิ่งดื่มมากกลับยิ่งทำให้ขาดน้ำล่ะ? จริงอยู่ที่เครื่องดื่มเหล่านี้เป็นของเหลวที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ด้วยความที่แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นยิ่งดื่มมากเท่าไหร่ร่างกายก็ยิ่งขับปัสสาวะมากเท่านั้น แถมขับออกมากกว่าที่ดื่มเข้าไปอีกต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราดื่มเบียร์ 1 ลิตร ร่างกายจะขับน้ำออกไปกับปัสสาวะมากถึง 1.1 ลิตรเลยทีเดียว

ดังนั้นหากเราไม่เติมน้ำให้ร่างกายหลังดื่มหนัก ๆ ละก็ เมื่อตื่นขึ้นเช้ามาในวันถัดไป ร่างกายก็จะอยู่ในภาวะขาดน้ำซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเมาค้างได้ โดยอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำได้แก่ ปวดหัว, คลื่นไส้, ร่างกายเมื่อยล้าไม่มีแรง และไม่รู้สึกอยากอาหาร เป็นต้น

2. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

 

ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตและกักเก็บน้ำตาลไว้ในร่างกาย แม้ว่าหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่กำลังไดเอทจะหวาดกลัวน้ำตาล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน้ำตาลในระดับที่เหมาะสมนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพมากทีเดียว

เวลาที่เราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตับจะหยุดผลิตน้ำตาลแล้วสลับหน้าที่มาเร่งย่อยสลายแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายแทน ดังนั้นหากเราดื่มหนักเกินไป ตับก็จะไม่มีเวลาผลิตน้ำตาลและเป็นเหตุให้ร่างกายขาดน้ำตาลจนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในท่ีสุด โดยอาการเมาค้างที่เกิดจากน้ำตาลในเลือดต่ำจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง และคลื่นไส้อยากอาเจียน เป็นต้น

3. ร่างกายยังย่อยสลายแอลกอฮอล์ไม่หมด

อีกสาเหตุหนึ่งของอาการเมาค้างเกิดจากการที่ร่างกายย่อยสลายแอลกอฮอล์ได้ไม่หมด หรือก็คือแอลกอฮอล์ยังตกค้างอยู่ในร่างกายแม้ว่าจะข้ามไปเช้าวันใหม่แล้วก็ตาม

แอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายของเราแบ่งได้เป็น 2 ขั้น ในขั้นแรก แอลกอฮอล์จะแตกตัวเป็นสารที่เรียกว่า แอซีทาลดีไฮด์ (acetaldehyde) ซึ่งเป็นพิษ จากนั้นจึงเปลี่ยนสภาพเป็นกรดอะเซติกที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นถ้าเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ จนร่างกายย่อยสลายไม่ทัน แอลกอฮอล์ที่ยังมีสภาพเป็นสารแอซีทาลดีไฮด์ซึ่งเป็นพิษอยู่ก็จะทำให้เกิดอาการเมาค้างได้

โพคารี่สเวทช่วยป้องกันอาการเมาค้างได้อย่างไร

 

เหตุผลที่โพคารี่สเวทช้วยป้องกันและแก้อาการเมาค้างได้ก็เพราะว่าโพคารี่สเวทเป็นเครื่องดื่มที่มีองค์ประกอบแร่ธาตุใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย จึงทำให้คุณสดชื่นได้ทันทีหลังดื่มช่วยชดเชยน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการดื่มแอลกอฮอล์ จึงทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะขาดน้ำ

เมื่อเราดื่มโพคารี่สเวทในเช้าวันที่มีอาการเมาค้าง คุณสมบัติของโพคารี่สเวทในการชดเชยน้ำและแร่ธาตุที่ถูกขับออกไปกับปัสสาวะจะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้โพคารี่สเวทยังมีส่วนประกอบของน้ำตาลในระดับที่เหมาะสมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการเมาค้างได้ด้วย

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้โพคารี่สเวทเป็นเครื่องดื่มที่แก้อาการเมาค้างได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่าย ช่วยให้รู้สึกสดชื่นได้ทันทีหลังดื่ม ดังนั้นเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันแล้ว โพคารี่สเวทก็เป็นเครื่องดื่มที่เราอยากแนะนำให้ลอง นักดื่มทั้งหลายที่เคยเมาค้างคงจะรู้ดีว่ามันทรมานขนาดไหน ถ้ารู้ตัวว่าจะต้องดื่มหนักและไม่อยากเมาค้างอีก อย่าลืมแวะซื้อโพคารี่สเวทมาลองดื่มกันดูนะ            สล็อตเว็บตรง

“ชาใบพลับ” กับประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ และวิธีการเตรียมแบบคนญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ชอบดื่มชาและสรรหาชาชนิดต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาดื่ม ชาจากใบพลับเป็นหนึ่งในชาที่คนญี่ปุ่นดื่มเพื่อสุขภาพ มารู้ประโยชน์ของชาใบพลับและวิธีการทำชาแบบง่าย ๆ กันนะคะ

ประโยชน์ของชาใบพลับ