เทคนิคแม่บ้านญี่ปุ่น ตากผ้าในห้องอย่างไรให้ผ้าแห้งไว แม้ในวันฝนตก

ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านของฤดู มักจะมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ซึ่งฝนตกทีไร หลายคนก็มักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการซักผ้า ไหนจะไม่มีแดด อากาศก็ชื้น ตากผ้ากลางแจ้งก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเอามาตากในห้อง แต่การตากผ้าในห้อง หากไม่ทราบเทคนิคการตากที่ถูกวิธี อาจจะทำให้ผ้าแห้งช้าไปอีก ก่อให้เกิดเป็นกลิ่นอับได้ เป็นแบบนี้อย่างนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้จึงอยากมาแชร์เทคนิคของแม่บ้านญี่ปุ่น ตากผ้าในห้องอย่างไรให้ผ้าแห้งไว และไม่เหม็นอับค่ะ

ใส่ผ้าขนหนูแห้งก่อนเครื่องซักผ้าถ่ายน้ำทิ้ง

ก่อนเครื่องซักผ้าจะปล่อยน้ำทิ้ง ให้กดหยุดการทำงานชั่วคราว แล้วใส่ผ้าขนหนูแห้งลงไปปั่นด้วย ผ้าขนหนูจะช่วยซับน้ำ ทำให้แห้งไวขึ้น แต่ควรระวังฝุ่นจากผ้าขนหนูติดเสื้อผ้าด้วย ก่อนใช้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่มีฝุ่นติดไปนะคะ

ตากผ้ากลับด้าน

ตำแหน่งที่แห้งยากของเสื้อผ้าคือ ในส่วนที่เป็นตะเข็บ กระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกง หากกลับด้านเสื้อผ้าก่อนตาก จะทำให้ส่วนที่แห้งยากแห้งไวขึ้น แต่การที่ต้องคอยกลับด้านเสื้อผ้าก่อนตากทุกตัวอาจจะเสียเวลา มีอีกวิธีคือ กลับด้านเสื้อผ้าไว้ตั้งแต่ก่อนซัก กล่าวคือ กลับด้านทันทีเมื่อถอดหรือหลังใช้เสร็จ การซักผ้ากลับด้านจะช่วยให้ผ้าไม่เก่าง่ายด้วยนะคะ

ตากผ้าในแนวโค้ง

ในกรณีที่ตากโดยใช้ที่หนีบผ้า ควรจัดสรรตำแหน่งให้เป็นรูปโค้งดังภาพ โดยให้ผ้าที่ยาวอยู่ริม และให้ผ้าที่สั้นอยู่ตรงกลาง วิธีนี้จะทำให้อากาศถ่ายเทเข้าไปยังบริเวณตรงกลางได้มากขึ้น และกระจายอย่างทั่วถึง

ตากห่างจากกำแพง

ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการตากผ้าในห้องคือ กลางห้อง เพราะหากตากบริเวณกำแพงแล้วละก็จะทำให้อากาศถ่ายไม่ทั่วถึง นอกจากนี้บริเวณพื้นห้องจะมีความชื้นมาก จึงควรตากให้อยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงจากพื้น จะช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก ผ้าแห้งไวทันใจมากขึ้นค่ะ

 

เว้นระยะ 5 เซนติเมตรขึ้นไป

หากตากโดยใช้ไม้แขวนผ้า ควรเว้นระยะระหว่างผ้า 5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะห่างที่พอเหมาะ เพราะหากตากชิดกันเกินไปจะทำให้อากาศถ่ายเทได้ยากขึ้น ผ้าแห้งช้า และอาจจะทำให้เกิดกลิ่นอับได้

ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ใต้ราวตากผ้า

วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นทำกันและเวิร์คมากๆ เพียงแค่หากระดาษหนังสือพิมพ์มาวางที่ใต้ราวตากผ้า กระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดความชื้น ทำให้ผ้าแห้งได้เร็วทันใจ อีก 1 เทคนิคคือ หากขยำหนังสือพิมพ์วางจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพื้นห้องกับกระดาษ ทำให้กระดาษหนังสือพิมพ์ได้สัมผัสกับอากาศซึ่งจะช่วยให้ดูดซับความชื้นได้ไวขึ้นค่ะ

สล็อตเว็บตรง

“ออนเซ็นโซดา” ออนเซ็นหายากในญี่ปุ่นที่สายออนเซ็นห้ามพลาด!

นอกจากเพื่อผ่อนคลายแล้ว ออนเซ็นยังเป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นไปเพื่อการรักษามานานกว่าพันปี และใน “ประเทศแห่งออนเซ็น” อย่างญี่ปุ่นก็มีออนเซ็นตามธรรมชาติหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นออนเซ็นที่อุดมด้วยแร่ธาตุ ออนเซ็นที่มีความเป็นด่างสูง ออนเซ็นที่มีเกลือแร่เจืออยู่ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ในจำนวนนี้ ออนเซ็นประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจคือ “ออนเซ็นโซดา” ที่พบได้ยากตามธรรมชาติและมีอยู่เพียง 0.5% ของออนเซ็นทั้งประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักออนเซ็นโซดา ออนเซ็นพิเศษที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกัน

ออนเซ็นโซดาคืออะไร? ทำไมถึงหายาก?

ออนเซ็นโซดาคืออะไร? ทำไมถึงหายาก?

นิยามทั่วไปของออนเซ็นโซดา (炭酸温泉) คือออนเซ็นที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ผสมอยู่มากถึง 1,000 – 2,000 ppm เท่ากับว่าในน้ำออนเซ็น 1 ลิตรจะมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ 0.25 กรัมขึ้นไป

แต่สิ่งที่ทำให้ออนเซ็นโซดาเป็นออนเซ็นที่หาพบได้ยากมาจาก 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ “อุณหภูมิ” และ “ความใหม่ของน้ำ” ที่เป็น 2 สิ่งสำคัญในการรักษาคาร์บอนไดออกไซด์ให้ยังอยู่ในน้ำออนเซ็นได้ เพราะถ้าน้ำออนเซ็นมีอุณหภูมิสูงไปคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะหายไปจากน้ำ และถ้าเวลาผ่านไปนานเข้า คาร์บอนไดออกไซด์ก็จะหายไปจากน้ำเหมือนกับเครื่องดื่มน้ำอัดลมเช่นกัน ด้วย 2 ปัจจัยนี้ จึงทำให้ออนเซ็นโซดาเป็นออนเซ็นชนิดหนึ่งที่หาได้ยากทีเดียว

ออนเซ็นโซดาดีต่อสุขภาพอย่างไร?

ออนเซ็นโซดาดีต่อสุขภาพอย่างไร?

ย้อนกลับไปในคาบเรียนชีววิทยา เราเรียนเรื่องกลไกการทำงานของร่างกายเราว่า ร่างกายขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาผ่านการหายใจออก เท่ากับว่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ ถ้างั้นการแช่ออนเซ็นโซดาที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สามารถช่วยได้อย่างไร?

เมื่อลงแช่ในออนเซ็นโซดา คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำจะซึมผ่านผิวเข้าไปในเส้นเลือดฝอยและทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพิ่มขึ้น ตอนนั้นเองที่ร่างกายจะเข้าใจว่าร่างกายกำลังมีออกซิเจนไม่เพียงพอและขยายหลอดเลือดพร้อมเร่งการไหลเวียนโลหิต เพื่อให้ออกซิเจนและสารอาหารไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น รวมถึงขับคาร์บอนไดออกไซด์และสิ่งสกปรกออกไปด้วยในตัว กล่าวคือ ออนเซ็นโซดาช่วยหลอกร่างกายให้เพิ่มการไหลเวียนโลหิตนั่นเอง นอกจากนี้ ด้วยอุณภูมิน้ำออนเซ็นที่มีเพียง 35 – 37⁰C เท่านั้นซึ่งถือว่าอุ่นกำลังดี ทำให้ออนเซ็นโซดาช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้โดยไม่ทำให้หัวใจทำงานหนักเหมือนออนเซ็นทั่วไป

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ผิวบริเวณที่สัมผัสกับน้ำออนเซ็นโซดาจะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงมากขึ้นและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวสุขภาพดีขึ้นและรักษาอาการทางผิวหนังได้ ออนเซ็นโซดาจึงเป็นที่รู้จักในฐานะออนเซ็นที่ช่วยดูแลรักษาผิวได้ดี นอกจากนี้ออนเซ็นโซดายังสามารถช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้อีกด้วย

อยากแช่ออนเซ็นโซดาต้องไปที่ไหน?

แหล่งขึ้นชื่อสำหรับออนเซ็นโซดาธรรมชาติอยู่ที่จังหวัดโออิตะบนเกาะคิวชู ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านออนเซ็นมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น สำหรับออนเซ็นโซดาที่ขึ้นชื่อในจังหวัดนั้นมีเช่นโรงออนเซ็นลามุเนะ และเซ็นกาคุคังออนเซ็น

1. โรงออนเซ็นลามุเนะ

โรงออนเซ็นลามุเนะ (ラムネ温泉館) เป็นออนเซ็นโซดาที่ขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ซึ่งมีออนเซ็นโซดาธรรมชาติให้ลงแช่ได้ โดยมีทั้งแบบกลางแจ้งและออนเซ็นในร่มให้เลือกแช่ได้ตามความชอบ

 

Website: www.lamune-onsen.co.jp

2. เซ็นกาคุคังออนเซ็น

เซ็นกาคุคังออนเซ็น (泉岳舘) เป็นอีกออนเซ็นโซดาขึ้นชื่อ ซึ่งมีทั้งบ่อส่วนตัวและบ่อส่วนกลางให้เลือกแช่ได้ พร้อมมีบริการที่พักและอาหารแบบครบสูตรทริปออนเซ็นอีกด้วย

 

 

Website: www.sengakukan.co.jp

นอกจากออนเซ็นโซดาแบบธรรมชาติแล้ว ปัจจุบันยังมีสถานพยาบาลและสถานบำบัดดูแลความงามหลายแห่งในญี่ปุ่นที่ทำออนเซ็นโซดาขึ้นเองเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เช่นการรักษาโรคผิวหนัง และเพื่อให้คนทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์จากออนเซ็นโซดาได้ง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้แรงบันดาลใจจากออนเซ็นโซดา

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ดึงเอาไอเดียจากออนเซ็นโซดามาใช้ในการดูแลผิวได้อย่างน่าสนใจคือ NIPPON TANSAN BEAUTY แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เน้นใช้นวัตกรรมโฟมโซดาในการทำความสะอาดและบำรุงผิว รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะและเส้นผมให้มีสุขภาพดีด้วยหลักการเดียวกันกับออนเซ็นโซดา นับเป็นหนึ่งแบรนด์ที่ช่วยให้สามารถดูแลผิวเหมือนได้แช่ออนเซ็นโซดาได้ง่ายๆ ที่บ้าน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ NIPPON TANSAN BEAUTY มีจำหน่ายในต่างประเทศทั้งอเมริกาและประเทศไทย

 

NIPPON TANSAN BEAUTY ในประเทศไทย
Official: NIPPON TANSAN BEAUTY
ตัวแทนจำหน่ายในไทย: TANSAN MAGICสล็อตเว็บตรง

สำหรับแฟนพันธุ์แท้นักเที่ยวออนเซ็นนั้น ทริปหน้าลองจัดทริปออนเซ็นโซดาเพื่อสัมผัสประสบการณ์ออนเซ็นที่หาได้ยากในญี่ปุ่นกันนะคะ

 

แบบทดสอบจากญี่ปุ่น เสียงกริ่งนั้นดังมาจากที่ใด?

ในบางครั้งเราก็มีความรู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งที่กำลังทำอยู่ในทุก ๆ วัน และไม่รู้ด้วยว่าจะจบลงเมื่อใด คุณอาจมีความรู้สึกว่าอยากจะเริ่มต้นใหม่กับอะไรบางอย่าง ลองไปทำแบบสำรวจจากญี่ปุ่นกันค่ะ ว่าสิ่งที่คุณต้องการจะเริ่มใหม่นั้นคืออะไร

คุณได้ยินเสียงกริ่งดังมาจากที่ไหนสักแห่ง เสียงกริ่งนั้นดังมาจาก.. ?

A : โรงเรียน
B : สนามบิน
C : บริเวณหน้าบ้าน
D : โบสถ์

เสียงกริ่งเป็นเสียงที่สื่อถึงการจบลงและเริ่มต้นใหม่ สถานที่ที่คุณได้ยินเสียงกริ่งจะบ่งบอกถึงเรื่องที่คุณต้องการจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

A : โรงเรียน.. อยากเริ่มงานใหม่

โรงเรียนสื่อถึงหน้าที่และความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ควรจะเป็น คนที่เลือกโรงเรียนมีความรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนงานหรือเนื้อหางานที่ทำใหม่ อาจจะมีความต้องการโยกย้ายงานแต่ยังมีอะไรหลายอย่างที่ยังทิ้งไปไม่ได้ ทำให้เริ่มอะไรใหม่ ๆ ไม่ได้สักที ถ้าอยากจะเริ่มงานใหม่จริง ๆ ลองค่อย ๆ หาทางปล่อยมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ดูนะคะ

B : สนามบิน.. อยากเริ่มหาคอนเนคชั่นใหม่

สนามบินสื่อถึงการติดต่อกันระหว่างผู้คน คนที่เลือกสนามบิน มีความรู้สึกว่าอยากจะรีเซ็ทในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกันใหม่ คุณอาจจะกำลังไม่พอใจในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในตอนนี้ หรืออยากจะสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ ๆ ขึ้นมาที่ต่างไปจากคนที่เคยคบค้าสมาคมดมด้วย ลองพิจารณาจุดยืนของตนเองให้ดีแล้วมาเริ่มแก้ไขในเรื่องของความสัมพันธ์กัน

C : บริเวณหน้าบ้าน.. อยากเริ่มเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่

บริเวณหน้าบ้านหรือก่อนเข้าบ้านสื่อถึงการใช้ชีวิตประจำวัน คุณมีความรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การนอนหลับ การใช้เวลาว่าง เรียกได้ว่าชีวิตโดยรวม บางทีเวลาเห็นตามสื่อต่าง ๆ ก็อดอิจฉาไม่ได้ว่าอยากจะมีไลฟ์สไตล์ในฝันอย่างนั้นบ้าง ลองเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนดีไหมคะ อย่างเช่นการแต่งหน้าหรือแฟชั่นการแต่งตัว เป็นต้น

D : โบสถ์.. อยากเริ่มความรักใหม่

โบสถ์สื่อถึงคู่รัก สิ่งที่คุณรู้สึกว่าอยากจะเริ่มต้นใหม่ก็คือเรื่องความรักในตอนนี้ คนที่มีความรักที่ไม่เป็นดั่งใจก็คิดว่าอยากจะตัดออกไปให้มันจบ ๆ สักที หรือคนที่ไม่พอใจในคู่ของตัวเองก็อยากจะทบทวน พิจารณา หรือไม่ก็อาจจะตัดสินใจเลิกรากันไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องลบนะคะ แต่ให้มองว่าเป็นอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งในชีวิตเพื่อให้เราได้เรียนรู้และก้าวเดินต่อไปค่ะ

 

การจะเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ซักอย่างจำเป็นต้องใช้ทั้งพลังกายและพลังใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้ลองเริ่มต้นใหม่แล้ว ก็จะเปิดโลกใหม่ มุมมองใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมได้ค่ะ เอาใจช่วยทุกการเริ่มต้นใหม่นะคะ ^^

สล็อตเว็บตรง

เพิ่มความสดใสให้ฤดูหนาวด้วยเสื้อผ้าแฟชั่น “สีหม่น”

เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ส่วนใหญ่แล้วคนญี่ปุ่นจะนิยมคุมโทนเสื้อผ้าเป็นสีเข้มหรือขาวดำ แต่จะให้ใส่แค่โทนเดียวก็น่าเบื่อเกินไป วันนี้เราจะมาแนะนำแฟชั่น “สีหม่น” เพื่อเพิ่มสีสันและความสดใสให้กับความหนาวเย็นในฤดูหนาวให้ได้ฟีลที่อบอุ่นมากขึ้น จะมีสีแบบไหนบ้างน้าา

สีน้ำตาลหม่น

 

 

รู้ไหมคะว่าจริง ๆ สีน้ำตาลก็มีโทนสีหม่น ๆ เหมือนกัน สีน้ำตาลหม่นเป็นสีที่ให้ความรู้สึกดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมเรียบร้อยมากขึ้น สำหรับผู้ที่ใส่โทนสีเบจในช่วงฤดูร้อนไปแล้ว แนะนำว่าให้ลดโทนสีลงเป็นสีน้ำตาลโทนหม่น ๆ รับรองว่าเป็นสีเข้ากันได้ง่ายกับไอเท็มต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว แถมยังเป็นสีที่มีเสน่ห์ ช่วยเพิ่มความอ่อนโยนและอบอุ่นได้ในสีเดียว

สีเขียวหม่น

 

 

สำหรับสีเขียวซึ่งมักจะให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ลองเพิ่มความน่าประทับใจลงไปโดยการเลือกโทนสีที่ดรอปลงมา เพียงเท่านี้ก็จะเปลี่ยนให้เป็นลุคให้ดูเก๋ ดูแพงขึ้นมาได้ทันที หรือจะใส่โค้ทยาวคลุมอีกชั้นก็จะช่วยให้สีเขียวไม่หนักเกินไป สีเขียวโทนหม่นเป็นสีที่หายากและไม่ค่อยมีใครสวมใส่ แนะนำสำหรับคนที่อยากใส่สีใหม่ ๆ ที่ไม่ฉูดฉาดเกินไป แต่ด้วยความที่สีโทนนี้ก็เป็นสีมาตรฐานของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวอยู่แล้ว แค่ปรับโทนนิดหน่อยก็ได้ชุดสไตล์ใหม่แล้วค่ะ

สีชมพูหม่น

 

 

 

ใครที่เบื่อโทนน้ำตาลแล้ว ลองมาใส่สีสันอื่น ๆ กันค่ะ อย่างเช่นสีชมพูหม่น ให้ความรู้สึกสดใสมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้ฉูดฉาด เรียกได้ว่ายังคุมโทนในฤดูหนาวอยู่ จับคู่กับสีดำ สีแดงเข้ม และสีส้มอิฐได้ง่าย สำหรับคนผิวขาว หากใส่สีชมพูที่ฉูดฉาดอาจจะแต่งตัวได้ยาก แต่ถ้าเป็นสีชมพูโทนหม่นแบบนี้จะเข้ากับผิวมากกว่า ใครที่อยากใส่สีชมพูแต่กลัวจะแบ๊วเกินไป ลองเป็นโทนหม่นแบบนี้ก็ไม่เลวเลย

สีฟ้าหม่น

 

 

สีฟ้าหม่นก็เป็นอีกสีที่แสดงถึงความเย็นของฤดูหนาวได้ หากเป็นสีฟ้าสดใสฉูดฉาดก็คงจะไม่เข้ากับฤดูหนาวนัก แต่หากเป็นโทนหม่น ๆ จะเข้ากันมากกว่า เหมาะจะเป็นสีของท่อนล่างอย่างเช่นกางเกง กระโปรง เพราะจะแมทช์เสื้อผ้าได้ง่ายกว่า อย่างเช่นเสื้อสีครีมกับกางเกงสีฟ้าหม่น โอ้โห ทั้งสวยเก๋และคุมโทนฤดูหนาวสุด ๆ

นอกจากทั้ง 4 สีที่ได้แนะนำไป สาว ๆ ก็สามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์สีอื่น ๆ ได้เช่นกัน เพียงแค่คุมให้เป็นโทนหม่นเท่านั้น สำหรับคนไทยเราเองที่ไม่มีฤดูหนาว ก็นำไปประยุกต์ให้เข้ากับเสื้อผ้าชุดอื่น ๆ ได้ เพราะเป็นโทนสีอเนกประสงค์ที่ใส่ทำงานก็สุภาพ ใส่เที่ยวก็เก๋ ดูสวยแพงสุด ๆ ไปเลย ^^

สล็อตเว็บตรง

เปลี่ยนเมนูไข่ม้วนให้ไม่น่าเบื่อกับ 7 วัตถุดิบที่แค่ใส่ก็อร่อย

ไข่ม้วน หรือ ทามาโงะยากิ (卵焼き) ถือเป็นเมนูประจำบ้านของชาวญี่ปุ่น เปรียบเสมือนกับเมนูไข่เจียวของคนไทย วิธีทำก็แสนง่ายดายเพียงแค่ตอกไข่ ใส่น้ำตาลและโชยุ ตีให้เข้ากันแล้วค่อย ๆ แบ่งเทลงในกระทะพลางม้วนไปทีละรอบ ก็จะได้ลิ้มรสไข่ม้วนหอมหวนแสนอร่อย แม้จะเป็นเมนูแสนง่าย แต่ก็คงมีเบื่อกันบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำ 7 วัตถุดิบที่เพียงแค่ใส่เพิ่มลงไปในไข่ม้วน ก็สามารถเพิ่มรสชาติและหน้าตาสีสันให้ดูน่ากินมากขึ้นด้วย ใครที่ยังไม่รู้ว่ามื้อต่อไปจะกินอะไรดี ลองติดตามไปด้วยกันค่ะ

1.  ไข่ม้วนเต้าหู้ไข่

 

สายชอบกินจานยักษ์ หรือสายชอบถ่ายรูปอาหารที่ใครเห็นก็ต้องตะลึงจะพลาดสูตรนี้ไม่ได้เลย ไข่ม้วนรูปร่างอ้วนโตจนล้นชามนี้ ทำง่าย ๆ เพียงใส่เต้าหู้ไข่ลงไปเท่านั้น วิธีทำก็คือ นำเต้าหู้ไข่มายีให้แตก จากนั้นตอกไข่ 3 ฟองใส่ลงไป ตึให้เข้ากัน เติมแป้งมันลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลและดาชิ หรือน้ำซุปปรุงรสที่ทำจากปลาแห้ง จากนั้นก็นำลงกระทะได้เลย การใส่เต้าหู้ไข่ลงไป นอกจากจะทำให้ไข่ม้วนนุ่มนิ่มละมุนลิ้นแล้ว ยังช่วยกักเก็บความชุ่มฉ่ำไว้ในไข่ม้วนอีกด้วย

2. ไข่ม้วนนัตโต

 

ไข่ม้วนนัตโตสูตรนี้มาจากคุณโมไอ คาซุมิ เจ้าของคอลัมน์สอนทำอาหารง่าย ๆ ในเวลาจำกัดสำหรับคนทำงาน เธอคนนี้ยังมีหนังสือรวบรวมสูตรอาหารออกมาอีกด้วย วิธีการทำไข่ม้วนนัตโตก็แสนง่ายดาย ใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น แค่เราใส่นัตโตลงไปบนไข่ในกระทะก่อนที่จะม้วน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น พอเอาเข้าปากจะได้รสเข้มข้นของนัตโตและรสชาติอ่อนโยนของไข่ม้วนผสมผสานกันอยู่ในปาก จะกินคู่กับข้าวสวยหรือจะเป็นกับแกล้มก็อร่อย

3. ไข่ม้วนปูอัด

 

ที่ญี่ปุ่น ไข่ม้วนแต่ละบ้านจะมีรสชาติที่แตกต่างกัน เป็นเอกลักษณ์ของบ้านนั้น ๆ มีทั้งที่เน้นรสหวาน และที่เน้นรสของดาชิ สำหรับไข่ม้วนปูอัดนี้ เป็นสูตรที่เน้นรสชาติหวาน โดยใส่น้ำตาลและมายองเนสเข้าไปด้วย ส่วนปูอัดให้นำลงไปคลุกเคล้ากับไข่ที่ตีแล้วก่อนลงกระทะ จะฉีกเป็นเส้น ๆ หรือจะใส่ทั้งก้อนก็ได้ นอกจากจะได้ไข่ม้วนที่มีสัมผัสนุ่มเบา รสชาติหวานละมุนแล้ว ยังคงความอร่อยแม้จะเย็นแล้วอีกด้วย เหมาะสำหรับการทำตุนเอาไว้แช่ตู้เย็น

4. ไข่ม้วนใบโอบะกับคัตสึโอะบุชิ

 

ใบโอบะ หรือ ใบชิโสะให้กลิ่นหอมสดชื่น ทำให้เกิดความอยากอาหาร ส่วนคัตสึโอะบุชิ หรือ เนื้อปลาโอแห้งให้รสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งสองอย่างรวมกันทำให้ไข่ม้วนใบโอบะกับคัตสึโอะบุชินี้กลายเป็นเมนูที่รสชาติพอเหมาะพอดี กินได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ วิธีการทำก็คือ นำใบโอบะมาซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นก็นำไปผสมกับคัตสึโอะบุชิ ไข่ที่ตีแล้ว และเครื่องปรุงรส จากนั้นก็นำลงกระทะได้เลย

5. ไข่ม้วนสไตล์ทงเปยากิ

 

ทงเปยากิ (とんぺい焼き) หรือพิซซ่าญี่ปุ่นที่ทำโดยการนำเนื้อหมู กะหล่ำปลี และเครื่องอื่น ๆ ลงไปผัดและห่อด้วยไข่ ไข่ม้วนสไตล์ทงเปยากิก็คือการนำเมนูนี้มาประยุกต์โดยนำเนื้อหมูและกะหล่ำปลีลงไปคลุกกับไข่ ก่อนนำลงไปม้วนในกระทะนั่นเอง ทั้งทำง่ายและหน้าตายังคล้ายกับทงเปยากิของจริงอีกด้วย จุดเด่นของเมนูนี้คือเราจะได้สัมผัสกับความกรอบของกะหล่ำปลีระหว่างเคี้ยวไปด้วย สร้างความสนุกสนานและแปลกใหม่ให้กับการกินไข่ม้วนได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ

6. ไข่ม้วนสไตล์ชิงุซะ

 

 

ชิงุซะ (千草) คือชื่อเรียกอาหารที่นำเอาวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างมาใส่เข้าด้วยกัน สำหรับไข่ม้วนสไตล์ชิงุซะนี้ คือการนำเนื้อไก่ เห็ดชีตาเกะ หน่อไม้ แคร์รอต และเครื่องอื่น ๆ มาผสมกับไข่ แล้วม้วนในกระทะ เป็นเมนูที่ได้ทั้งสารอาหาร อิ่มท้อง และสัมผัสหลากหลายจากวัตถุดิบที่ใส่

7. ไข่ม้วนเต้าหู้แช่แข็ง

 

มีใครรู้บ้างว่าเต้าหู้แช่แข็งนี่มีรสสัมผัสและความรู้สึกตอนกินที่แตกต่างกับเต้าหู้ทั่วไป ถ้าเรานำเต้าหู้แบบอ่อน หรือ คินุ ไปแช่แข็งก็จะได้รสสัมผัสเหมือนฟองเต้าหู้ ส่วนถ้านำเต้าหู้แบบแข็ง หรือ โมะเม็ง ไปแช่แข็งก็จะได้รสสัมผัสเหมือนเนื้อสัตว์ วิธีทำไข่ม้วนเต้าหู้แช่แข็งก็คือ นำเต้าหู้แช่แข็งออกมาละลาย จากนั้นก็บีบน้ำออก ปั่นให้ละเอียดพร้อมกับไข่และเครื่องปรุง แล้วก็นำลงกระทะตามปกติ

ไข่ม้วนเป็นเมนูที่เข้ากับวัตถุดิบได้หลากหลาย วัตถุดิบแต่ละอย่างก็ให้รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่มหอมที่แตกต่างกันออกไป เพื่อน ๆ คนไหนลองทำตามแล้วผลเป็นอย่างไร หรือใครมีเมนูไข่ม้วนแบบพิเศษเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็อย่าลืมมาแชร์กันได้ค่ะ

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเหลือง” เคล็ดลับความงามและการลดน้ำหนักของคนญี่ปุ่น

เมื่ออายุย่างเข้า 40 ปี อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเริ่มลดลง ทำให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวหนังช้าลงกว่าคนอายุวัย 20 ปี ถึงสองเท่า เมื่อการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังช้าลงทำให้เกิดการสะสมของเซลล์แก่ และการสร้างเซลล์ผิวใหม่เกิดได้ช้า ส่งผลให้ผิวหนังไม่ผ่องใสเหมือนวัยแรกรุ่น อีกทั้งยังทำให้อ้วนได้ง่าย มีอาการหนาวๆ ร้อนๆ และรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา มารู้วิธีการดูแลร่างกายเพื่อเสริมให้ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดีด้วยน้ำอุ่นผสมมะนาวเหลืองหรือเลมอนจากคำแนะนำของคนญี่ปุ่นกันนะคะ

ทำไมน้ำอุ่นผสมมะนาวเหลืองจึงดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะกับคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป

เหตุผลที่น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเหลืองดีต่อสุขภาพนั้นมาจากทั้งคุณค่าของน้ำอุ่นซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย กับคุณค่าสารอาหารจากมะนาวเหลืองดังนี้คือ

กรดซิตริก ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานสำหรับร่างกายได้ดี  เมื่อร่างกายมีระบบการเผาผลาญที่ดีขึ้นก็จะทำให้สร้างเซลล์ผิวหนัง เซลล์ผม และเซลล์เม็ดเลือดได้ดี อีกทั้งเมื่อร่างกายเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงานได้ดีก็จะทำให้อ้วนได้ยาก นอกจากนี้ยังช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดดี บรรเทาอาการไหล่แข็งและช่วยฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้า เป็นต้น

วิตามิน ซี ซึ่งช่วยกดการสร้างสารสีเมลานิน ช่วยให้ผิวพรรณขาวขึ้น ลดการเกิดสิว บรรเทาอาการเจ็บคอ และช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า

โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารอนูมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่

โพแทสเซียม ซึ่งช่วยขจัดเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายและช่วยลดอาการบวมน้ำ

ลิโมนีน (Limonene) ซึ่งอยู่ที่ผิวเปลือกของมะนาวเหลือง มีสรรพคุณทำให้รู้สึกผ่อนคลายและช่วยลดความอยากอาหาร จึงดีต่อคนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก

เวลาและปริมาณที่ควรดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเหลือง

เวลาที่ดีที่สุดในการดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเหลือง คือ หลังจากตื่นนอนก่อนอาหารเช้า หรือในช่วงตั้งแต่ 8.00-12.00 น. การดื่มน้ำอุ่นเข้าไปในช่วงเวลานี้จะทำให้ระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะลำไส้เคลื่อนตัวทำงาน ทำให้ขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี เมื่อของเสียถูกขับออกจากร่างกายก็จะทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดี ส่งผลให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายดีขึ้นด้วย

วิธีการเตรียมทำได้โดยเติมน้ำมะนาวเหลือง 1-2 ช้อนชา ลงในน้ำอุ่น (200 มิลลิลิตร) ที่ต้มด้วยกาต้มน้ำหรือหม้อโดยปล่อยให้เดือดประมาณ 15 นาที และวางไว้จนมีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส (หากไม่มีเวลาก็ต้มด้วยไมโครเวฟก็ได้) ปริมาณที่ดีต่อสุขภาพคือวันละไม่เกิน 2 แก้ว เพราะหากดื่มมากเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการเสาะท้องได้ อีกทั้งหากเป็นมะนาวเหลืองที่ปลูกแบบปลอดสารพิษ การเติมเปลือกมะนาวลงไปด้วยจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก เนื่องจากผิวเปลือกมะนาวมีสารลิโมนีนซึ่งช่วยกดความอยากอาหารได้

 

นอกจากดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเหลืองทุกเช้าแล้ว การดื่มอุ่นวันละ 5-6 แก้ว (700-800 มิลลิลิตร) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในการเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงานและระบบการขับถ่ายของเสีย ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการลดน้ำหนักแล้วก็ยังช่วยให้ผิวพรรณสวยงามเหี่ยวย่นได้ช้าลงด้วย

มะนาวเหลืองหรือเลมอนมีรสอ่อนและหอมกว่ามะนาวจึงทำให้ดื่มได้ง่ายกว่า หากดื่มติดต่อกันประมาณ 1 อาทิตย์จะทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี และหากดื่มประมาณ 2 อาทิตย์ น้ำหนักก็จะค่อยๆ ลดลง และหากอยากให้น้ำหนักลดได้ดีขึ้นก็ออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารด้วยค่ะ ทั้งนี้หากไม่มีมะนาวเหลืองสดก็ใช้น้ำมะนาวเหลืองคั้นสำเร็จรูปแทนได้ค่ะ

สล็อตเว็บตรง

สื่อจีนเผย เหตุใดแหล่งชนบทในญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมของเหล่านักท่องเที่ยว

ในประเทศจีน ผู้คนในตัวเมืองสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายไม่ต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าประเทศจีนก็กำลังมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพในพื้นที่ชนบท โดยอาจกล่าวได้ว่าทางจีนได้นำพื้นที่ชนบทของญี่ปุ่นมาเป็นแบบอย่าง

เป็นที่ทราบกันว่าชนบทญี่ปุ่นนั้นมีความสวยงามจนมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก และเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ Baijiahao ของจีนก็ได้แนะนำเมืองมิยามะในจังหวัดเกียวโต ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในสาม “หมู่บ้านหลังคามุงหญ้า” ที่สำคัญของญี่ปุ่น

 

 

“มิยามะ” เป็นที่รู้จักในฐานะ 1 ใน 3 หมู่บ้านหลังคามุงหญ้าที่สำคัญของญี่ปุ่น ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 日本三大かやぶきの里 (Nihon Sandai Kayabuki no Sato) คือ หมู่บ้านหลังคามุงหญ้าที่สำคัญ 3 แห่งในญี่ปุ่น โดยอีก 2 แห่งคือ โอจิจุขุ จังหวัดฟุกุชิมะ และชิราคาวาโกะ จังหวัดกิฟุ ในสื่อของจีนนั้นแนะนำหมู่บ้านคิตะของมิยามะ ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นเขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่สำคัญของประเทศในปี 1993 เป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่มีบ้านหลังคามุงหญ้าสะท้อนอยู่ในทุ่งนา สร้างความประทับใจราวกับภาพวาดที่ให้อารมณ์แบบเอเชีย ดูเหมือนว่าหมู่บ้านหลังคามุงหญ้าแบบนี้จะไม่ใช่แค่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกคิดถึงยุคสมัยเก่า ๆ เท่านั้น แต่คนจีนเองก็รู้สึกเช่นกัน

 

 

บ้านหลังคามุงหญ้าเต็มไปด้วยเสน่ห์มากมาย ถึงแม้ว่าบางหลังจะถูกสร้างขึ้นเมื่อ 200 ปีที่แล้ว แต่ก็เป็นอาคารที่อยู่ได้อย่างแข็งแรงโดยไม่ต้องใช้ตะปู ภายในอากาศจะเย็นสบายในฤดูร้อนและอบอุ่นในฤดูหนาว นอกจากนี้ดังที่เกริ่นไป ที่นี่ยังถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์แห่งชาติ เพื่อเป็นการยกย่อง ปกป้อง และรักษาบ้านเรือนเหล่านี้ การใช้หญ้ามุงหลังคาเป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่น แต่กลับไม่ค่อยมีหลงเหลือให้เห็นอยู่นักในปัจจุบัน

 

 

 

มิยามะไม่เพียงแต่มีบ้านหลังคามุงหญ้าที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีทั้งอาคารเก็บเอกสารและข้อมูลที่สำคัญ อาคารพิพิธภัณฑ์ย้อมคราม ตลอดจนงานเทศกาลหิมะ เทศกาลโคมไฟหิมะ เทศการโอตะอุเอะ ทั้งนักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าพักในบ้านหลังคามุงหญ้าได้ จึงถือเป็นสถานที่ที่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก

 

 

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ถือเป็นข้อดีอย่างยิ่งคือการคงรูปลักษณ์ตามธรรมชาติของหมู่บ้านไว้โดยแทบจะไม่รู้สึกถึงการทำเพื่อการพาณิชย์เลย ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากจีนอย่างมาก ในประเทศจีน หากมีการทำให้พื้นที่หนึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ผู้คนจำนวนมากจะเริ่มหาเงินจากนักท่องเที่ยว มองทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง อาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึกจะขายในราคาที่สูง ทำให้นักท่องเที่ยวอาจจะไม่สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินได้มากนักเท่าที่ควร

สิ่งที่น่าเคารพนับถือมากที่สุดเกี่ยวกับหมู่บ้านหลังคามุงหญ้าแห่งนี้คือ “ชาวบ้านในท้องถิ่นซาบซึ้งในพรที่ได้รับจากธรรมชาติ และดูแลรักษาหมู่บ้านด้วยวิธีที่เรียบง่าย” หมู่บ้านแห่งนี้ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมดั้งเดิมและอาคารเก่าแก่ไปพร้อม ๆ กับการประยุกต์ให้นักท่องเที่ยวสามารถมาสนุกสนานเพลิดเพลินได้ในเวลาเดียวกัน วิถีในลักษณะนี้อาจเป็นตัวช่วยที่ดีในการพัฒนาชนบทที่ไม่เพียงแต่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่อาจเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศทั่วโลกที่ต้องการพัฒนาแหล่งชนบทให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

สล็อตเว็บตรง

Adobe เพิ่มชุดอักษรลายเส้นพู่กันที่ใช้ในอนิเมะ “ดาบพิฆาตอสูร” ลงในคลังชุดอักษร

สวัสดีครับท่านผู้อ่านหลาย ท่านคงกำลังรอคอยอนิเมะ “ดาบพิฆาตอสูร ซีซัน 2” (ภาคย่านเริงรมย์) หลังจากที่อนิเมะซีซันแรก และฉบับภาพยนตร์ ภาคศึกรถไฟสู่นิรันดร์มีให้ดูแล้วบนเน็ตฟลิกซ์และแอปอื่นๆ อย่างถูกลิขสิทธิ์  วันนี้มีข่าวที่เกี่ยวกับ “ดาบพิฆาตอสูร” มาบอกต่อท่านผู้อ่านที่ทำงานด้านกราฟฟิกและสื่อครับ

บริษัทอะโดบี (Adobe) ผู้พัฒนาโปรแกรมงานออกแบบกราฟฟิกและมัลติมีเดียชื่อดัง ได้ประกาศเพิ่มชุดอักษรญี่ปุ่นแบบลายเส้นพู่กันที่ใช้ในอนิเมะ “ดาบพิฆาตอสูร” ลงในคลังชุดอักษรให้ผู้ใช้งาน Adobe Fonts ได้ใช้สร้างสรรค์งานกันแล้วครับ

ชุดอักษรที่ว่าคือ “โคคุริวโซ” (KokuryuSou) ของบริษัท โชวะโฉะไต ที่ใช้ประกอบชื่อเปิดตัวเสาหลักแมลง โคโจ ชิโนบุ

ชุดอักษรนี้จัดทำขึ้นโดยชวนให้นึกถึงภาพมังกรที่แหวกว่ายท่ามกลางเมฆดำ และเป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงจากชุดอักษร “โคคุริว” ให้มีลายเส้นอักษรคมชัดและความเบลอน้อยที่สุด จนไฟล์มีขนาดเล็ก เหมาะกับการใช้งานตัดต่อวิดีโอ

นอกจากนี้ในรอบนี้ยังมีการเพิ่มชุดอักษรภาษาญี่ปุ่นอื่น ๆ อีกเกือบ 40 ชุด เช่น “ชินริว” (ShinryuSou) จากบริษัทเดียวกัน ชุดอักษร “ฮิกุมิน” (Higumin) ที่บริษัทอะโดบีออกแบบเอง รวมถึง 2 ชุดอักษรจากบริษัทไดนิปปอนการพิมพ์ และอีก 34 ชุดอักษรจาก Font1000 ที่เป็นเว็บรวมกลุ่มนักออกแบบชุดอักษรที่เน้นเฉพาะตัวอักษรหนึ่งพันตัวที่ใช้ในบ่อยในชีวิตประจำวัน

 

Adobe Fonts เป็นหนึ่งในบริการที่สมาชิกผู้ใช้งานซอฟท์แวร์ของบริษัท Adobe ทั้งแบบซอฟแวร์เดี่ยวหรือชุดรวมซอฟแวร์  Adobe Creative Cloud ที่เสียค่าสมาชิกเช่าใช้เป็นรายเดือนหรือรายปี สามารถดาวน์โหลดชุดอักษรเกือบ 2 หมื่นชุดไปใช้ได้ทั้งงานส่วนตัวและงานธุรกิจ โดยไม่เพียงนำชุดอักษรมาใช้งานกับโปรแกรมของบริษัทอะโดบี แต่ยังสามารถใช้งานบนโปรแกรมทั่วไปเช่น Word และ Excel ของบริษัทไมโครซอฟต์ และรองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ ด้วยการติดตั้งโปรแกรม Creative Cloud for Desktop หรือ Creative Cloud Mobile App สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

ก็น่าเสียดายนิดหน่อยที่ชุดอักษรนี้ไม่ได้เปิดให้ใช้ฟรีทั่วไป ไม่อย่างนั้นคงได้ใช้ทำอะไรสนุกๆ ได้เยอะเลยนะครับ สำหรับวันนี้ขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีครับ

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

คำว่า 女子 (เด็กสาว) ใช้ได้ถึงอายุเท่าไหร่กันนะ ?? (ตอนที่ 1)

ถ้าพูดถึงคำว่า 女子 (joshi) ที่แปลว่าเด็กสาว หลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงผู้หญิงวัยสาวที่อายุยังน้อย แต่ในปัจจุบัน คำนี้ก็ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงวัยสาวเสียทีเดียว แถมคนญี่ปุ่นยังใช้คำนี้ผสมกับคำอื่นอีกมากมาย เช่น 女子会 (joshikai : การกินดื่มสังสรรค์ของผู้หญิง) 大人女子 (otona joshi : ผู้หญิงวัย 20 ปลาย ๆ – 30 ปลาย ๆ) 30代女子 (sanjyuudai joshi : ผู้หญิงวัย 30) จะเห็นได้ว่าแม้จะไม่ได้สาวมากก็ยังใช้คำว่า 女子 ได้ แล้วแท้ที่จริง คำนี้หมายถึงผู้หญิงในวัยไหนกันแน่ เราไปหาคำตอบกัน!

อะไรทำให้คำว่า 女子 กลายเป็นคำที่ถูกใช้บ่อย ๆ ?

lady joshi

ก่อนจะไปถึงเรื่องอายุ เรามาดูที่มาที่ไปของคำ ๆ นี้กันก่อน เริ่มจากในปี 2006 ได้เกิดคำแสลงที่แสนเท่ขึ้นมาคือคำว่า 草食男子 (soushoku danshi : หนุ่มกินพืช) กับ 肉食女子 (nikushoku joshi : สาวกินเนื้อ) และคำว่า 草食男子 ก็ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล U-Can New Words and Popular Words Award จนติดท็อป 10 ของคำในปีนั้น ใครที่เป็นสายอนิเมะจะต้องเคยได้ยินมาบ้างอย่างแน่นอน หนุ่มกินพืชจะหมายถึงผู้ชายที่ไม่สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ส่วนสาวกินเนื้อจะหมายถึงผู้หญิงที่กระตือรือร้นในเรื่องความรักนั่นเอง

ต่อมาในปี 2009 คำว่า 女子力 (joshi ryoku : พลังของผู้หญิง) ก็ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลนี้เช่นกัน คำแปลของคำนี้ไม่ได้มีคำจำกัดความที่ชัดเจน แต่โดยรวมจะหมายถึงทัศนคติในแบบผู้หญิง ความเอาใจใส่ ความสามารถในการทำงานบ้าน ความสามารถในการดึงดูดผู้ชาย ฯลฯ

ในปีเดียวกันนี้ คำว่า 女子会 (joshikai) กำเนิดขึ้นมาโดยร้านกินดื่มหรือร้านอิซากายะชื่อ wara wara เนื่องจากปกติแล้วร้านอิซากายะจะมีภาพลักษณ์ว่าเป็นร้านกินดื่มสำหรับผู้ชาย ทางร้านจึงออกโปรโมชั่นประชาสัมพันธ์สำหรับลูกค้าผู้หญิงโดยเฉพาะ ในชื่อ wara wara joshikai ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นที่นิยมอย่างมาก และคำว่า 女子会 (joshikai) ก็ได้แพร่กระจายไปทั้งวงการร้านกินดื่มโดยปริยาย

lady joshi

หลังจากที่มีกระแสของคำว่า 肉食女子 (nikushoku joshi) กับ 女子力 (joshi ryoku) ในปี 2010 ก็เกิดคำที่ใช้ 女子 สืบเนื่องต่อกันมาอีกมากมาย เช่น

  • 女子会 (joshikai)
  • 大人女子 (otona joshi)
  • 30代女子 (sanjyuudai joshi)
  • 40代女子 (yonjyuudai joshi)

ซึ่งจะนำมาใช้บ่อย ๆ ในนิตยสารผู้หญิงและโลกออนไลน์

อีกทั้งในปัจจุบันก็มีงานอดิเรกมากมายที่สาว ๆ เองก็ชอบเหมือนกับที่หนุ่ม ๆ ชอบ จึงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการใช้ 女子 กับสิ่งต่าง ๆ บ่อยมากขึ้น เช่น

  • 女子会 (joshikai : การกินดื่มสังสรรค์ของผู้หญิง)
  • カープ女子 (kaapu joshi : ผู้หญิงที่ชื่นชอบปลาคาร์พฮิโรชิม่า)
  • 相撲女子 (sumou joshi : ผู้หญิงที่ชื่นชอบซูโม่)
  • キャンプ女子 (kyampu joshi : ผู้หญิงที่ชอบการแคมป์ปิ้ง)

ความหมายที่แท้จริงและช่วงวัยของ 女子

lady joshi

 

หากลองค้นหาคำว่า 女子 ในพจนานุกรมก็จะเจอความหมายว่า “เด็กผู้หญิง” “ผู้หญิง” “เพศหญิง” เป็นต้น แต่ไม่ได้ระบุช่วงอายุไว้ และในทางกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดอายุไว้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปจะใช้สำหรับผู้หญิงที่ยังอ่อนเยาว์ เช่น

  • 女子児童 (joshi jidou : เด็กผู้หญิงวัยประถม)
  • 女子中学生 (joshi chuugakusei : นักเรียนหญิงมัธยมต้น)
  • 女子高生 (joshi kousei : นักเรียนหญิงมัธยมปลาย)
  • 女子校生 (joshi kousei : นักเรียนหญิงมัธยมปลาย)
  • 女子大学生 (joshi daigakusei : นักศึกษาหญิง)

นอกจากนี้ยังสามารถใช้โดยไม่คำนึงถึงอายุ แต่ใช้เพียงเพื่อแยกเพศ อย่าง

  • 女子トイレ (joshi toire : ห้องน้ำหญิง)
  • 女子サッカー (joshi sakkaa : ฟุตบอลหญิง)
  • 女子バレー (joshi baree : วอลเลย์บอลหญิง)

จะเห็นว่าวิธีการใช้คำว่า 女子 มีทั้งแบบใช้เพื่อแบ่งแยกตามอายุตามวัยและใช้เพื่อแบ่งแยกเพศโดยไม่คำนึงถึงอายุ การใช้งานก็จะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ บริบท หรือตามแต่ละบุคคล

ตอนหน้าเรามาดูความคิดเห็นของคนญี่ปุ่นกันว่าในหมู่คนญี่ปุ่นเองจะมีความเห็นอย่างไรต่อคำนี้บ้าง รวมถึงการใช้คำว่า 男子 (danshi) ที่แปลว่าเด็กผู้ชายด้วย! รอติดตามกันนะคะ ^^

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

อันตรายกว่าที่คิด! ผลเสียจากความเครียดไม่รู้ตัวพร้อมวิธีจัดการกับความเครียดตามคำแนะนำแพทย์ญี่ปุ่น

ความเครียดที่ไม่รู้ตัว เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจากการทำงาน ครอบครัว สังคมที่เปลี่ยนไป ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค สถานการณ์โควิด-19 และข่าวสงคราม เป็นต้น แม้ว่าความเครียดจะไม่ส่งผลให้รู้สึกหงุดหงิดหรือนอนไม่หลับ แต่ก็มาในรูปแบบที่อาจทำให้กิจวัตรในแต่ละวันช้าลงจนไม่อยากทำอะไร มารู้ผลของความเครียดสะสมแบบไม่รู้ตัว และวิธีการจัดการกับความเครียดตามคำแนะนำของคุณหมอญี่ปุ่นกันค่ะ

ผลเสียของความเครียดที่สะสมต่อร่างกาย

ผลเสียความเครียด

รบกวนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ

เมื่อสัญญาณความเครียดถูกส่งไปยังสมอง ระบบประสาทอัตโนมัติส่วนซิมพาเทติกจะเริ่มตึงเครียดและทำงานเพื่อต่อสู้หรือหนีความเครียด หากมีความเครียดบ่อยเข้า การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติก็จะเสียสมดุล นำไปสู่การทำลายอวัยวะในระบบสำคัญของร่างกาย ได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบย่อยอาหารรวมถึงความผิดปกติทางจิต

เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน

เมื่อมีความเครียดสะสมเรื้อรัง ความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างเนื่อง นอกจากนี้ ปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี คือ LDL ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูงผิดปกติ และความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ

เมื่อมีความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก ฮอร์โมนชนิดนี้จะไปกดการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันคือ NK เซลล์ (Natural killer cell) ซึ่งทำหน้าที่ในการต่อสู้กับไวรัสและเซลล์มะเร็ง ดังนั้นเมื่อมีความเครียดสะสม ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลง

วิธีการจัดการกับความเครียด

เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น เราควรรีบจัดการกับความเครียดเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อร่างกายไปมากกว่านี้ มาดูวิธีจัดการกับความเครียดกันค่ะ

1. เคลื่อนไหวร่างกายและทำให้ร่างกายอบอุ่น

เล่นโยคะ

กายบริหารและโยคะ เป็นวิธีการเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกับการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ซึ่งจะทำให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกซึ่งเป็นระบบประสาทที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลายทำงานเด่นขึ้น ทำให้จิตใจผ่อนคลายขึ้นตามธรรมชาติ และนำไปสู่การป้องกันและผ่อนคลายความเครียดได้ดี นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มอุ่น การอาบน้ำอุ่น และการแช่เท้าในน้ำอุ่น ก็ทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้ดีเช่นกัน

2. กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ

คนเราเมื่ออายุมากขึ้นและมีประสบการณ์ชีวิตมาก มักรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่มีความสดชื่นและน่าเบื่อไปเสียหมด การเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนสีลิปสติก หรืออายไลเนอร์ใหม่ จะทำให้รู้สึกว่ามีความสดชื่นขึ้นจากความงามที่แตกต่างจากเดิม นอกจากนี้ การเริ่มงานอดิเรกใหม่และการปรุงเมนูอาหารที่ไม่เคยทำมาก่อน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นสุข ภูมิใจในความสำเร็จ และทำให้มีความคาดหมายในสิ่งต่างๆ เชิงบวกมากขึ้น

3. เขียนบันทึกเพื่อจัดระเบียบความรู้สึกนึกคิด

นอกจากการพูดคุยปรึกษากับเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว เพื่อบรรเทาความเครียดที่มีอยู่ในใจแล้ว การเขียนบันทึกความรู้สึกของตนเองก็เป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยให้ใจสงบขึ้น และเมื่อกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง ก็จะมองเห็นตนเองอย่างชัดเจน นอกจากการเขียนบันทึกแล้วก็สามารถเขียนโคลงกลอน วาดรูป ร้องเพลง และเล่นดนตรีได้เช่นกัน

4. ไปซื้อของในร้านค้าที่แตกต่างจากเดิม

ช้อปปิ้ง

 

ความตื่นเต้นและความอยากรู้ เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกพึงใจ การไปซื้อของในร้านที่แตกต่างกันทำให้เห็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้รู้สึกสนุกและอารมณ์ดีขึ้น

5. มีความยืดหยุ่นและคิดในเชิงบวก

คนเราไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้เก็บกดความรู้สึกที่เป็นลบ เช่น รู้สึกไม่ถูกใจ หรือรู้สึกโกรธเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ดี ความยืดหยุ่นและการคิดหาสิ่งที่สามารถทำได้ในสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นั้นจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ตนเองและทัศนคติที่เป็นบวก ยกตัวอย่างเช่น ฝนตกหนักในวันที่มีแผนจะออกไปปิกนิกที่สวนสาธารณะ แทนที่จะหงุดหงิดที่ไม่ได้ไปข้างนอก ก็เปลี่ยนมาหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันทำได้ในบ้านเพื่อสร้างความสุขในเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน เป็นต้น

ปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเครียดเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัวจริงๆ หากมีความเครียดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ลองใช้วิธีการจัดการดังกล่าวดูค่ะ เพื่อให้เรามีความสุขง่ายๆ และมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงในโลกที่วุ่นวายมากขึ้นค่ะ

สล็อตเว็บตรง